“หมอเปรม”จี้“อนุทิน”สั่งล้างไพ่“กสทช.” ชี้เน่าเฟะหนัก-ชงยุบยกแผงนับหนึ่งใหม่

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เดือดระอุสะเทือนตึกสภา! “นพ.เปรมศักดิ์” ออกโรงแฉยับปมร้อน กสทช. ชี้กระบวนการสรรหาไร้ความชอบธรรม คณะกรรมการหมดอำนาจแถมอายุเกิน ลั่นปล่อยไว้องค์กรเน่าเฟะเดินต่อไม่ได้หลังประชุมล่มซ้ำซาก จี้ “นายกฯ อนุทิน” โชว์ความกล้าหาญสั่ง “ล้างไพ่ยุบยกแผง” 7 กรรมการ แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 เวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา แถลงข่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ไม่สามารถดำเนินไปได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบในช่วงบ่าย เช่นเดียวกับการประชุมบอร์ด กสทช. เมื่อวานนี้และในช่วงเช้าวันนี้ที่ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบจนไม่สามารถประชุมได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากมีงานคั่งค้างจำนวนมากที่รอการตัดสินใจของคณะกรรมการ การเดินออกจากที่ประชุม (Walk out) ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งในตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้มีการอ้างผลวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาจากการประชุมเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานคณะกรรมการสรรหา ได้ทำหนังสือแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนมองว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยปกติขั้นตอนจะต้องเริ่มจากการรับสมัคร การสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม จากนั้นจึงส่งเรื่องมายังวุฒิสภาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรม ก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะเรียกประชุมสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน เพื่อลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งกรณีของ กสทช. ชุดนี้ก็ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2565 จนได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 4 ปี เหลือวาระอีกประมาณ 1 ปีเศษ ดังนั้นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาจึงสิ้นสุดลงเพียงแค่ขั้นตอนการส่งรายชื่อให้วุฒิสภาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจถาวรถึง 4 ปีที่จะกลับมาตัดสินปลดบุคคลออกจากตำแหน่งในภายหลัง

นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบธรรมในตัวบุคคลและกระบวนการของคณะกรรมการสรรหา ว่านายวิทัย รัตนากร ไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดแรก เนื่องจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นคือ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี แม้จะมีการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างด่วนผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เพื่อรับรองให้นายวิทัยเป็นกรรมการสรรหาแทน แต่ตนมองว่าเป็นการกระทำที่ลุกลี้ลุกลนหลังจากที่ตนได้ทักท้วงไป อีกทั้งประธานกรรมการสรรหาคือนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2498 ได้ครบอายุ 70 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ดังนั้นการมาลงมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จึงถือว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากมีอายุเกิน 70 ปีตามกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่าผู้ที่ลงมติวินิจฉัยประธาน กสทช. ในวันดังกล่าวมีเพียงนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายวิษณุ วรัญญู และนายวิทัย รัตนากร เท่านั้น ขณะที่กรรมการท่านอื่น เช่น นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต, นายณรงค์ รัฐอมฤต ไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากมองว่าอาจหมดหน้าที่ไปแล้ว ส่วนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงคะแนนในลักษณะดังกล่าว

“จึงเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งตัดสินใจโดยยึดตามหลักการที่เคยให้ความเห็นไว้ว่าควรให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ก่อน และจะนำความเห็นของวุฒิสภามาประกอบการตัดสินใจก่อนทูลเกล้าฯ”นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอร้องประธานวุฒิสภาอย่า “เตะลูกออก” หรือพยายามข้ามขั้นตอนส่งเรื่องไปให้รัฐบาลทูลเกล้าฯ ทันที ในขณะที่เรื่องยังค้างอยู่ที่ศาลปกครองจากการที่ประธาน กสทช. ได้ยื่นฟ้องไว้ โดยภายในปี 2570 จะมีกรรมการ กสทช. หนึ่งท่านคือ นายศุภัช ศุภชลาศัย ครบวาระเป็นคนแรก ทำให้เหลือกรรมการเพียง 6 คน จึงอาจมีความพยายามเร่งรีบกำจัดคนเห็นต่างเพื่อผลประโยชน์มหาศาลที่รอการตัดสินใจอยู่ จึงขอเสนอทางออกให้รัฐบาลใช้อำนาจยุบคณะกรรมการ กสทช. ทั้งหมด 7 คน เนื่องจากพบว่ากรรมการหลายท่านมีปัญหาทั้งเรื่องการรับเงินสองทาง หรือมีคดีค้างคาในศาล ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้องค์กรเกิดภาวะอัมพาตและประชาชนเสียโอกาส

“คำตอบที่ดีที่สุดคือการล้างไพ่ทั้งหมดเลย แล้วเลือกกันใหม่ เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ กระบวนการสรรหาก็เริ่มต้นกันใหม่หมดทุกคน แผลมันมีทั้งนั้นทุกคน ถ้าเปิดขึ้นมาก็เหม็นหึ่งกันทั้งนั้น ไม่ได้บอกว่าจะไปโยนให้คนใดคนหนึ่ง ผมว่ามันไม่ใช่อุปสรรคในองค์กร แต่องค์กรนี้เดินไม่ได้เหมือนคนพิการมา 4 ปีเศษแล้ว เหลือเพียงแค่ปีเศษ ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้ามีการยุบแล้วสรรหาใหม่ จะเป็นความยุติธรรมให้กับประชาชนมากที่สุด ผมจึงขอเรียกร้องท่านนายกอนุทินได้เอาใจใส่เรื่องนี้และฟังเสียงประชาชน”

นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายและมีที่ปรึกษากฎหมายที่มองเรื่องนี้ออกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยความกล้าหาญในการตัดสินใจ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองต้องเสียเวลาและเสียโอกาสไปมากกว่านี้กับองค์กรที่ไม่สามารถครบองค์ประชุมเพื่อขับเคลื่อนงานสำคัญของประเทศได้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img