“แพทองธาร” มอบอำนาจ “ทนายหมู” แจ้งความ บก.สอท.1 เอาผิดผู้ใช้เฟซบุ๊ก “มานิกา ส.พันธุ์” หลังเผยแพร่ข้อความโยงการที่อิสราเอลได้สัญชาติไทยกับมติ ครม.สมัยรัฐบาลแพทองธาร ด้านตำรวจไซเบอร์รับเรื่อง เร่งตรวจสอบตัวตน ขณะที่ “เพื่อไทย” ยันมติ ครม. มุ่งแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ไม่เกี่ยวกับการให้สัญชาติคนต่างด้าว
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) นายศิรวริศ สวนแก้ว หรือ “ทนายหมู” เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 หลังได้รับมอบอำนาจจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “มานิกา ส.พันธุ์” กรณีเผยแพร่ข้อความที่อาจเป็นเท็จ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
นายศิรวริศกล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นกระบวนการเพื่อรักษาสิทธิ ชื่อเสียง และความเป็นธรรมตามกฎหมาย โดยพร้อมให้ข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายเป็นเครื่องพิสูจน์
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้แล้ว จากนี้จะเร่งตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้บัญชีดังกล่าว ก่อนดำเนินการเชิญตัวมาสอบปากคำตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อความต้นทาง เป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะกล่าวอ้างว่า การที่บุคคลสัญชาติอิสราเอลได้รับสัญชาติไทย มีความเกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งเป็นมติที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การให้สัญชาติ
ต่อมา นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงและยืนยันว่า มติ ครม.ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่มาตรการเปิดทางให้ชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทยโดยง่าย
นายศึกษิษฏ์ระบุผ่าน X ว่า เรื่องดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอมที่จงใจกล่าวหากันร้ายแรงมาก” พร้อมอธิบายว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยมาแต่เดิมและมีข้อมูลทะเบียนราษฎรของทางราชการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบุตรของบุคคลกลุ่มดังกล่าวที่เกิดในประเทศไทยและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
นายศึกษิษฏ์ยังระบุว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวได้รับการชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในฐานะความพยายามแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติและปัญหาด้านมนุษยธรรม พร้อมย้ำว่ากระบวนการต้องผ่านการตรวจสอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หากพบความผิดปกติ
โฆษกพรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้สังคมแยกแยะระหว่างนโยบายการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลในประเทศไทย กับการตรวจสอบและดำเนินคดีกับกรณีทุจริตหรือการปลอมแปลงสัญชาติของชาวต่างชาติ พร้อมขอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้ข่าวเท็จถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองหรือสร้างความเข้าใจผิดในสังคม



















