“อนุทิน” กลับถิ่น วปอ.61 ร่วมงาน NDC’68 Symposium ชูแนวคิด “Resilient” ชี้ไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ย้ำความมั่นคงไม่ใช่แค่รับมือภัยภายนอก แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมเสนอ 3 แนวทาง เปลี่ยนเครื่องมือเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และพัฒนาทุนมนุษย์
เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 7 กันยายน ที่อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient” เพื่อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย 4 แกนยุทธศาสตร์หลัก และข้อเสนอ 6 ประเด็น
ในโอกาสนี้ นายอนุทินได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารและตัวแทนนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยระดับยอดเยี่ยมที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยมีผู้แทนเหล่าทัพและนักศึกษาหลักสูตร วปอ.ให้การต้อนรับ
นายอนุทิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและดีใจที่ได้กลับมาเยือน วปอ.อีกครั้ง โดยเดิมกิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 9 กันยายน แต่ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในการพระราชพิธีพระบรมศพของกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน จึงมีการเลื่อนมาจัดงานในวันนี้
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีการพิจารณารายชื่อผู้เข้าศึกษาหลักสูตร วปอ.ว่า วปอ.รุ่น 68 เป็นรุ่นแรกของตน และการให้บุคคลที่มีรายชื่อออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองหรืออารมณ์ใดๆ แต่เป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาด้านความมั่นคงจากคณะกรรมการ กองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหมมาแล้ว จึงเห็นว่าบุคคลภายนอกควรให้เกียรติกระบวนการกลั่นกรองดังกล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ในฐานะศิษย์เก่า สิ่งที่ได้รับจากการศึกษาที่ วปอ.ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ทำให้ได้เห็นประเทศไทยจากหลากหลายมุม เข้าใจคนจากหลายภาคส่วน และได้สร้างเครือข่ายเพื่อนจำนวนมาก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย
สำหรับแนวคิด “Resilient” นายอนุทิน กล่าวว่า สอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเผชิญในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยคำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่สามารถเดินหน้าและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของโลก
นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันทั้งผู้นำประเทศและเวทีระหว่างประเทศต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง Resilient รวมถึง Partnership และ Susceptibility โดยประเทศไทยต้องนำประสบการณ์และบทเรียนจากอุปสรรคที่ผ่านมา มาสร้างความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
“การเดินหน้าประเทศต้องมีความมั่นคง รอบคอบ และมีความสำเร็จเป็นเป้าหมาย แม้บางเรื่องอาจไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีคิดแบบเดิม แต่ต้องกล้าที่จะสร้างระบบใหม่ขึ้นมา” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ซึ่งความมั่นคงของประเทศไม่ควรมองเพียงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านหรือปัจจัยภายนอก แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับอิทธิพลและความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกได้
“เราไม่ควรรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ แต่ต้องทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวถึงข้อเสนอของนักศึกษา วปอ.ว่า สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่ง 3 ด้าน ได้แก่
1. เปลี่ยนเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์อนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยยืนยันว่า แม้รัฐบาลเข้ามาท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้คือความพร้อมของกองทัพ
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพดำเนินการเพื่อปกป้องประเทศในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่า ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวไว้ เพื่อให้ภาคเอกชนและภาครัฐสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ
2. ปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่การลดจำนวนบุคลากร แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยเรื่องใดที่ภาคเอกชนและประชาชนสามารถดำเนินการได้ รัฐไม่ควรเข้าไปสร้างขั้นตอนหรืออุปสรรคเพิ่มเติม ขณะที่ภารกิจด้านความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลประชาชนในภาวะวิกฤต รัฐต้องสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
“รัฐต้องไม่เทอะทะ แต่ต้องทำงานได้รวดเร็ว” นายอนุทินกล่าว
3. พัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ วปอ.รุ่น 68 โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศที่แข็งแรงไม่ใช่ประเทศที่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก และดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาในประเทศ เพราะยิ่งโลกภายนอกมีความผันผวนมากเท่าใด ภายในประเทศก็ยิ่งต้องแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
นายอนุทิน กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลพร้อมรับข้อเสนอของนักศึกษา วปอ.ไปพิจารณาว่าสิ่งใดสามารถดำเนินการได้ทันที และสิ่งใดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน
ทั้งนี้ หลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นเรื่องใหม่ จึงอาจมาพร้อมกับความกังวล ความเข้าใจผิด และการต่อต้าน หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า กำลังทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร ประเทศจะได้อะไร มีความเสี่ยงด้านใด และจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไร
นายกรัฐมนตรี ยังฝากถึงนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรภาครัฐและข้าราชการว่า ขอให้ช่วยสื่อสารนโยบายของรัฐบาลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ เพราะเมื่อเกิดความเข้าใจก็จะนำไปสู่ความร่วมมือ และช่วยให้ภารกิจต่างๆ บรรลุผลสำเร็จมากขึ้น
“อยากให้เครือข่าย วปอ.เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจและการลงมือทำ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเห็นปลายทางเดียวกัน และนำประชาชนเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคงและมั่นใจ” นายอนุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีกล่าวให้ข้อคิดกับนักศึกษา วปอ. ประธานรุ่นได้มอบเสื้อแจ็กเก็ต วปอ.รุ่นที่ 61 ให้แก่นายอนุทินเป็นที่ระลึก



















