“พิพัฒน์” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เผยรัฐบาลติดตามทุกมิติ แต่ให้น้ำหนักการชุมนุมตามสถานการณ์ ย้ำหากรวมตัวอยู่ในพื้นที่และไม่กระทบการเดินทางของประชาชนก็เป็นสิทธิ แต่หากทำให้การจราจรเดือดร้อนต้องขออนุญาตตามกฎหมาย พร้อมระบุการเคลื่อนไหวหน้าสถานทูตอิสราเอลน่าจะมีการพูดคุยกับฝ่ายการทูตไว้แล้ว
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการชุมนุมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนัดเคลื่อนไหวในวันนี้ว่า จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่
นายพิพัฒน์กล่าวว่า นายสนธิเคยเชิญชวนประชาชนออกมาชุมนุมหลายครั้งแล้ว หากเป็นการรวมตัวและอยู่ในพื้นที่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากการชุมนุมส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือการขออนุญาตตามกฎหมาย
ส่วนการใช้สิทธิหรือดำเนินการในลักษณะใดของนายสนธินั้น นายพิพัฒน์ระบุว่า เป็นสิทธิของเจ้าตัวที่จะดำเนินการ
เมื่อถามว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของนายสนธิใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่สามารถใช้คำว่า “ไม่ใส่ใจ” ได้ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ฝ่ายบริหารย่อมต้องติดตามและให้ความสำคัญในทุกมิติ เพียงแต่การให้น้ำหนักต่อแต่ละเหตุการณ์อาจแตกต่างกันไป พร้อมระบุว่า รัฐบาลคงไม่ได้ให้ความสำคัญในระดับเดียวกับที่ผู้จัดการชุมนุมคาดหวังหรือกล่าวถึงในแต่ละวัน และประชาชนจะได้เห็นสถานการณ์ด้วยตัวเอง
สำหรับการที่นายสนธิและเครือข่ายนัดรวมตัวบริเวณสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจว่าอาจเป็นการประท้วงเกี่ยวกับกรณีชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและอาจมีการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งชุมชน
นายพิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยของชาวต่างชาติเป็นสิทธิภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเมื่อเดินทางเข้าประเทศและได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ย่อมสามารถพักอาศัยหรือเดินทางท่องเที่ยวได้ตามสิทธิของนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม หากชาวต่างชาติรายใดกระทำผิดกฎหมายไทย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้ดำเนินการกับชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยไปแล้วหลายกรณี และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยต่อเรื่องดังกล่าว
เมื่อถามว่ามองว่าการเคลื่อนไหวของนายสนธิมีนัยทางการเมืองที่ซ่อนอยู่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวติดตลกว่า เรื่องการเมืองตนไม่ค่อยเก่ง จึงมองไม่ออก และควรให้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเมืองเป็นผู้วิเคราะห์
นายพิพัฒน์ย้ำว่า โดยส่วนตัวมองว่าการชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตมาหารือถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น การที่มีประชาชนเดินทางไปประท้วงบริเวณสถานทูต ก็น่าจะเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันในระดับรัฐบาลและฝ่ายการทูตอยู่แล้ว



















