“เอกนัฏ” เผยแผน PDP ฉบับใหม่ ยกระดับประชาชนจากผู้ผลิตไฟใช้เองสู่เจ้าของโรงไฟฟ้า ขยายโควตาโซลาร์ภาคประชาชนจาก 100 เป็น 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมหนุนเงินดาวน์ 5 หมื่นบาท เตรียมเปิดโครงการเดือน ต.ค.นี้ วาง 3 หลัก “สะอาด-มั่นคง-เป็นธรรม” พร้อมเปิดตลาด Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมเลือกซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้โดยตรง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ก.ย. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD ถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยระบุว่า รัฐบาลต้องการปรับแนวคิดจากเดิมที่ประชาชนผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง ไปสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็น “เจ้าของโรงไฟฟ้า” ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากประเทศไทยยังมีต้นทุนพลังงานที่เชื่อมโยงกับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
นายเอกนัฏ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ จากเดิมที่ต้องดำเนินการผ่านหลายหน่วยงานและใช้เวลานาน เหลือการขออนุญาตเพียงจุดเดียวผ่านระบบออนไลน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่อให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับประชาชนทำได้ง่ายขึ้น โดยเปรียบเทียบว่าไม่ควรมีขั้นตอนยุ่งยากไปกว่าการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเสียบปลั๊กใช้งานภายในบ้าน
“เที่ยวนี้เราไปไกลกว่าผลิตไฟใช้เอง เราปรับมุมมองเลยว่า ให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไทยมีแสงแดดเป็นทรัพยากรอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าส่วนหนึ่งผูกกับก๊าซและน้ำมันนำเข้า ซึ่งอ่อนไหวต่อสงครามและราคาตลาดโลก” นายเอกนัฏ กล่าว
สำหรับการขยายโควตาโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมสนับสนุนเงินดาวน์ 50,000 บาท นายเอกนัฏ กล่าวว่า ไฟฟ้าส่วนเกินที่ประชาชนผลิตได้แต่ใช้ไม่หมด รัฐบาลจะรับซื้อคืน และนำมูลค่าไฟฟ้าดังกล่าวไปหักลดในบิลค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป โดยจากเดิมที่โครงการมีโควตาทั่วประเทศเพียง 100 เมกะวัตต์ แผนใหม่จะขยายเฉพาะภาคประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะสนับสนุนเงินดาวน์ 50,000 บาท จากค่าติดตั้งระบบที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 บาท ทำให้ประชาชนเหลือภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 90,000 บาท ซึ่งสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมถึงมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาวประมาณ 20-25 ปี โดยโครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือน ต.ค.นี้
ทั้งนี้ ได้กำหนดเพดานการติดตั้งไว้ที่ 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน เพื่อให้สามารถกระจายสิทธิให้ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการได้เป็นจำนวนมาก โดยระบบขนาด 5 กิโลวัตต์สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 600-700 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าค่าไฟฟ้าประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยของครัวเรือนทั่วไป การกำหนดเพดานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกระจุกตัวหรือการเหมาโควตาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ และกระจายประโยชน์จากโครงการไปยังประชาชนในวงกว้าง
ส่วนแผน PDP ฉบับใหม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เตรียมเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ หลังจากแผนฉบับล่าสุดจัดทำมาตั้งแต่ปี 2561 โดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด
หลักการแรก คือ สะอาดที่สุด โดยจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 20% เศษ เป็นเกือบ 50% ภายใน 10 ปี และไม่น้อยกว่า 65% ภายใน 25 ปี เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมนำเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนมาใช้ และเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น
หลักการที่สอง คือ มั่นคงที่สุด โดยจะปรับลดกำลังผลิตจากสัญญาก๊าซธรรมชาติที่จะทยอยหมดอายุประมาณ 16,000-17,000 เมกะวัตต์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และนำกลับเข้าสู่ระบบประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งที่มีความผันผวนสูง พร้อมเพิ่มสัดส่วนการจัดหาพลังงานจากแหล่งในประเทศและประเทศรอบบ้าน
ส่วนหลักการที่สาม คือ เป็นธรรมที่สุด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับสามารถเข้าถึงการผลิตและใช้พลังงานได้อย่างเท่าเทียม พร้อมกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนอย่างชัดเจน และปรับระบบเดิมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว หรือ Enhanced Single Buyer โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดสามารถขายไฟฟ้าโดยตรงให้กับภาคอุตสาหกรรมได้
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้อนุมัติการเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรงแบบเสรีสำหรับพลังงานสะอาด หรือ Direct PPA จากเดิมที่จำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และกำหนดปริมาณไว้ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันจะเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมทุกกลุ่มที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้โดยตรง และไม่มีเพดานจำกัด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและสร้างการแข่งขันในตลาด ขณะเดียวกันยังคงรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเดิม
รมว.พลังงาน ยืนยันว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจะไม่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศสูงขึ้น โดยมองว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากพลังงานสะอาด แต่มีส่วนสำคัญมาจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศและมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก
สำหรับนโยบายลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท นายเอกนัฏ กล่าวว่า เดิมมีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้า โดยเพิ่มอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟเกิน 400-500 หน่วย แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจไม่เป็นธรรม เนื่องจากครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกินระดับดังกล่าวจำนวนไม่น้อยเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นครัวเรือนที่มีรายได้สูง
จากการทบทวนโครงสร้างต้นทุนยังพบว่า ค่าไฟฟ้าสาธารณะหรือค่าไฟฟ้าทาง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสาธารณะ ถูกนำมาถัวเฉลี่ยรวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนมาเป็นเวลาประมาณ 30-40 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี โดยประชาชนไม่เคยรับทราบรายละเอียดดังกล่าวอย่างชัดเจน กระทรวงพลังงานจึงเจรจาแยกต้นทุนส่วนนี้ออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สามารถเดินหน้านโยบายลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท รวมถึงช่วยลดภาระค่าไฟสำหรับหน่วยที่เกิน 200 หน่วยของบ้านอยู่อาศัยได้
นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานด้านพลังงานอาจมีทั้งความเห็นต่างและการกระทบกระทั่งกับบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า “ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ยังไงก็สุดซอย”



















