“เทพไท” มองภาพนายอนุทินควง “ธรรมนัส” กินข้าวร้านอาหารอินเดีย เป็นเกมการเมืองที่มีนัยสำคัญ หวังส่งสัญญาณถึงพรรคเพื่อไทยว่า ภูมิใจไทยยังมีพรรคกล้าธรรมเป็นอะไหล่สำรอง หากไม่ร่วมโหวตไว้วางใจรัฐบาล พร้อมชี้เป็นการเกทับเพื่อจำกัดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล ท่ามกลางศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อวันที่ 19 ต.ต.69 นายเทพไท เสนพงศ์ วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังอยู่ระหว่างหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาการอภิปราย โดยยังไม่มีข้อยุติว่าจะใช้เวลากี่วัน ขณะเดียวกันยังมีข้อถกเถียงเรื่องการใช้ถ้อยคำกล่าวหารัฐมนตรี โดยเฉพาะคำว่า “โง่ ห่วย เลว” ที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่ยังรวมถึงเกมต่อรองอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง โดยนายเทพไทมองว่า พรรคภูมิใจไทยอาจประเมินแล้วว่าการลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 18 คนมีแนวโน้มผ่านไปได้ เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรมอีก 58 เสียง ซึ่งจะทำให้เสียงฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 350 เสียงตามการประเมินดังกล่าว
นายเทพไทมองว่า ในอีกด้านหนึ่งยังมีความพยายามต่อรองเพื่อกดดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล โดยยกกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ยื่นขอนิรโทษกรรมตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาเป็นส่วนหนึ่งของภาพการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจมีนัยถึงการส่งสัญญาณให้รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของเสียงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทั้งนี้ หากการขอนิรโทษกรรมมีปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็อาจกลายเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลต้องหาทางออก ท่ามกลางการต่อรองผลประโยชน์และความอยู่รอดทางการเมืองของแต่ละฝ่าย
สำหรับกรณีภาพนายอนุทินรับประทานอาหารร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ร้านอาหารอินเดียย่านสุขุมวิท นายเทพไทเชื่อว่า ภาพดังกล่าวอาจไม่ใช่ภาพหลุดโดยบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังพรรคเพื่อไทยว่า พรรคภูมิใจไทยยังมีทางเลือกในการประสานเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่น หากพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนรัฐบาลในการลงมติ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะการร่วมรัฐบาล
นายเทพไทมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการต่อรองแบบ “เกทับ-บลัฟแหลก” ระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โดยต่างฝ่ายต่างพยายามแสดงให้เห็นว่าตนเองมีทางเลือกและมีอำนาจต่อรอง ไม่จำเป็นต้องยอมตามเงื่อนไขของอีกฝ่ายทั้งหมด
ท้ายที่สุด ภาพการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างนายอนุทินกับ ร.อ.ธรรมนัส จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเพื่อจำกัดอำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนให้ทุกฝ่ายเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยยังมีทางเลือกในการจัดวางเสียงสนับสนุนรัฐบาล ท่ามกลางศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น



















