หลังจบโหมดประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank 2026 ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยสัปดาห์นี้จะกลับเข้าสู่โหมดปกติ ซึ่งก็จะพบว่าแม้สัปดาห์ที่ผ่านมา จะไม่มีการประชุมทั้งวุฒิสภา-สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงไม่มีการประชุมพรรคการเมือง
แต่อุณหภูมิการเมือง ก่อนเริ่มต้นศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายสีน้ำเงินอีก 17คน…ดีกรีความร้อนแรง ก็ร้อนฉ่าพอสมควร
เมื่อ “ฝ่ายอนุทิน” ส่งสัญญาณกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายแค่สามวันคือ 27-29 ต.ค.เท่านั้น แล้วลงมติในวันที่ 30 ต.ค. ซึ่งมันคือการ “หัก” กับ “ฝ่ายค้าน” ตั้งแต่ยังไม่ทันระเบิดศึกซักฟอก เพราะฝ่ายค้านประกาศตั้งแต่ตอนยื่นญัตติแล้วว่าจะขออภิปราย 5 วัน ไม่นับวันลงมติ
จน “ฝ่ายค้าน” ต้องออกมาโวย รัฐบาลกำลังทำให้สภาผู้แทนราษฎร กลายเป็น “สภาภูมิใจไทย”

รับรองว่าเปิดสัปดาห์นี้มา “วิปฝ่ายค้าน” กับ “วิปรัฐบาล” คงต้อง “งัดข้อ” กันอย่างหนัก เพราะฝ่ายค้านก็แรง ยังไงต้อง 5 วัน ฝ่ายวิปรัฐบาลก็ต้องเอาตามที่ “อนุทิน-แกนนำรัฐบาล” ส่งซิกมาว่า ให้แค่ 3 วันหรือเต็มที่ไม่เกิน 4 วัน เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ถอย การปิดห้องคุยกันของ “วิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้าน” คงถกกันเครียด คาดว่า…กว่าจะคุยกันจบ คงต่อรองกันหนัก
ขณะที่การเตรียมรับมือของ “อนุทิน-17 รัฐมนตรี” ก็พอมีข่าวออกมาบ้างแล้วว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีบางคนที่งานในหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประชุม IMF-World Bank มากนัก ก็ใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ทีมงานการเมืองของตัวเอง “เก็งข้อสอบ-ทำคำตอบ” ไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือฝ่ายค้าน ในลักษณะเก็งว่าจากญัตติที่ยื่นซักฟอกฯ ถอดความแบบคำต่อคำ-บรรทัดต่อบรรทัดแล้ว จะถูกซักฟอกประเด็นใดบ้าง แล้วก็ให้ทีมงานไปหาข้อมูลเพื่อคอยโต้กลับ
ขณะเดียวกัน มีข่าวว่า “ภูมิใจไทย” จะมีการเซ็ต “ทีมองครักษ์พิทักษ์อนุทิน-17 รัฐมนตรี” ไว้คอยช่วยทุกคน
โดยเฉพาะหากมีรัฐมนตรีคนไหนที่รู้ตัวเองว่า พูดไม่ค่อยเก่ง และยังไม่เจนจัดเวทีการเมือง หากเกรงว่าฝ่ายค้านซัดรัวๆ แล้วจะพลาดท่ากลางสภาฯ ก็ให้ประสานมายังทีมงานการเมืองของ “ภูมิใจไทย” เป็นพิเศษ เพราะก็มีรัฐมนตรีบางคนใน 17 ชื่อ ที่ก็เห็นชัดว่า ขนาดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนปกติ ยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง จับประเด็นไม่เก่ง เมื่อประสานมา “วอร์รูมทีมองครักษ์” จะได้ช่วยเป็นกรณีพิเศษ โดยให้สส.ของพรรค คอยเบรกการอภิปรายของฝ่ายค้านด้วยการ “ประท้วง” เพื่อให้รัฐมนตรีได้มีเวลาในการลำดับความ-เรียบเรียงความคิดในการชี้แจง จะได้ไม่พลาดท่าเสียทีฝ่ายค้านในสภาฯ
ส่วนนอกห้องประชุมสภาฯ นอกจากศูนย์บัญชาการของแต่ละกระทรวง ที่จะต้องมีการมอนิเตอร์การอภิปรายของฝ่ายค้านเพื่อจะได้เตรียมข้อมูล เอกสารหลักฐานส่งให้รัฐมนตรีไปชี้แจงกลางสภาฯ แล้ว ก็มีข่าวว่า ในส่วนของทีมงานโฆษกรัฐบาล ทาง “นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” โฆษกรัฐบาล ก็จะมีการคอยช่วยซัพพอร์ตอีกแรง เช่น นำประเด็นที่ “อนุทิน” ชี้แจงหรือรัฐมนตรีชี้แจง ไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแบบวันต่อวัน ในลักษณะการสื่อสารแบบขยายประเด็น ให้คนเข้าใจง่ายโดยเน้นสื่อสารถึงประชาชนเป็นหลัก
ขณะที่ปีกฝ่ายค้าน ก็มีข่าวว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน ที่จะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ใช้เวลาตลอดสัปดาห์ในการเตรียมข้อมูล-ประเด็นการอภิปราย บางรายถึงขั้นมีข่าวว่าตอนนี้จัดทำ Power Point เพื่อประกอบการอภิปรายที่ทำไปได้เยอะ และมีการกำชับกันภายในว่า ให้ สส.แต่ละคนที่จะอภิปรายเก็บรักษาความลับในการอภิปรายไว้ด้วย ห้ามแชร์ข้อมูล-ประเด็นการอภิปรายกับใครโดยไม่จำเป็น แม้แต่กับ สส.พรรคเดียวกัน เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่ว โดยเฉพาะการอภิปรายในเชิงการทุจริต-การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ต้องไม่หลุดออกไปก่อน

ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวว่า การอภิปรายในบางประเด็น ก็ยังรอการไหลของข้อมูลในช่วง 1-2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนระเบิดศึก เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด อย่างเรื่องที่ข่าวว่ารอเอาให้ได้จนถึงนาทีสุดท้าย ก็คือ “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ที่ “พรรคประชาชน” พยายามจะรีดข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด ผ่านการใช้ช่องทางคณะกรรมาธิการสามัญฯ ที่คนของพรรคเป็นประธานกมธ.ฯ เพราะพรรคประชาชนมั่นใจว่าเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่จะตอกฝาโลงระบอบสีน้ำเงินได้ เป็นเรื่องที่ 2 รองจากเรื่อง “ฮั้ว สว.”
และในส่วนของฝ่ายค้านเอง พบว่า “พรรคประชาธิปัตย์””ซึ่งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ จะเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านมาตลอด แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไป จากเคยเป็นแกนนำฝ่ายค้าน ตอนนี้กลายเป็นพรรคอันดับ 2 รองจากพรรคประชาชน ทำให้การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็น “มวยรอง” อยู่ เพราะมีสส.น้อยกว่าพรรคประชาชน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ อาจได้โควตาอภิปรายแค่ 4-5 คน เช่น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-กรณ์ จาติกวณิช-การดี เลียวไพโรจน์-สาทิตย์ วงศ์หนองเตย-ชัยชนะ เดชเดโช”
กระนั้น มีหรือที่ “ประชาธิปัตย์” จะยอมตกเป็นมวยรองให้เสียชื่อ “ประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ยังไงรอบนี้ “ประชาธิปัตย์” ใส่สุดตัว เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้จะอภิปรายน้อยกว่า “พรรคประชาชน” แต่เนื้อหา-ประเด็น-ข้อมูล แน่นมาก เพื่อสอนให้ “พรรคเด็ก-พรรคประชาชน” รู้ว่า “ฝ่ายค้านมืออาชีพ…เขาทำงานกันยังไง”
หาก “ประชาธิปัตย์” แม้จะลุกขึ้นอภิปรายน้อย แต่ถ้า “น้อยแต่ต่อยหนัก-ต่อยเข้าเป้า” มันก็สร้างกระแสให้ได้ ทำให้ “ประชาธิปัตย์” ต้องเทหมดหน้าตัก ศึกซักฟอกรอบนี้

ยิ่งแกนนำพรรค “ดร.การดี” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โหมโรงแต่เนิ่นๆ เรียกขานแคมเปญศึกซักฟอกครั้งนี้ ว่าเป็นการซักฟอก “รัฐบาลอนุทิน” ที่ “โง่-ห่วย-เลว” จนทำเอา พลพรรคภูมิใจไทยควันออกหู ไม่พอใจอย่างแรง ซึ่งหากประชาธิปัตย์ อภิปรายดี ข้อมูลแน่น ทำได้สมราคา ไม่ใช่แค่สร้างวาทกรรม ปั่นกระแส ตีกินพรรคประชาชน คำกล่าวขาน “ประชาธิปัตย์” คือฝ่ายค้านมืออาชีพ อาจกลับมาอีกรอบ
แต่หากอภิปรายแล้ว จืดชืด มีแต่น้ำ ไม่มีข้อมูลเด็ด ชกไม่เข้าเป้า พูดกล่าวหาลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาที่มีต่อ “รัฐบาลอนุทิน” กลางสภาฯได้ หากออกมาแบบนี้ “ประชาธิปัตย์” ก็หมดราคา คนจะสวดเอาได้ว่า ซักฟอกไม่สมราคาคุย ผลคือ นอกจากไม่ได้แต้มบวกทางการเมือง กระแสพรรค…จะดิ่งลงเหวเอาด้วย เตือนไว้ก่อน!
………………………………….
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















