“เทพไท” มองคำว่า “โง่ ห่วย เลว” ที่ใช้โปรโมตศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี เป็นเพียงสีสันและการโหมโรงทางการเมือง ไม่ควรยึดถ้อยคำมาตัดสินสาระสำคัญ ชี้ฝ่ายค้านต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล หลักฐาน และเหตุผลว่า รัฐบาลหรือรัฐมนตรีมีพฤติกรรมสอดคล้องกับคำกล่าวหาหรือไม่ สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
เมื่อวันที่ 17 ต.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวอเคราะหฺการเมือง อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อคว่มกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า
โง่ ห่วย เลว จริงหรือไม่ อยู่ที่เหตุผลอภิปราย
สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ยื่นญัตติขออภิปราย18รัฐมนตรีในรัฐรัฐบาลอนุทิน2 ช่วงแรกมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาของญัตติว่า มีการเขียนญัตติที่ใช้คำดุเดือดเผ็ดร้อน และบางคำไม่เคยปรากฏในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาก่อน จึงหวั่นวิตกกันว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร จะส่งคืนญัตติให้นำมาแก้ไขถ้อยคำใหม่หรือไม่
แต่ในที่สุดเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกมายืนยันว่า ไม่มีการแก้ไขถ้อยคำหรือเนื้อหาที่สำคัญในญัตติ แสดงว่าฝ่ายค้านสามารถอภิปรายใช้คำที่สอดคล้องกับถ้อยคำในญัตติได้ และสามารถอภิปรายภายในขอบเขตเนื้อหาของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ต่อมามีการแถลงข่าวของฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ โดยใช้ถ้อยคำสั้นๆ ที่เป็นภาษาชาวบ้าน คือ โง่ ห่วย เลว จนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถ้อยคำนี้อย่างกว้างขวาง ว่าเป็นการถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือรุนแรงจนเกินไป แต่ถ้าดูการอธิบายของนางการดี จะเห็นได้ว่า มีการพูดถึงประเด็นที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี คือ
1.โง่ หมายถึงขีดความสามารถในระดับสติปัญญา และความคิดของผู้บริหารประเทศ
2.ห่วย หมายถึงขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ หรือแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
3.เลว หมายถึงเรื่องจริยธรรม ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการใช้อำนาจ
จึงสรุปสั้นๆ 3คำ เพื่อให้จำได้ง่าย คือ โง่ ห่วย เลว
หลังจากนั้นจะเห็นได้ว่า ฝ่ายรัฐบาลก็เรียงหน้ากันมาตอบโต้ มีบุคคลสำคัญอย่างระดับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ว่า ที่พูดคำว่าโง่ ห่วย เลว หมายถึงตัวเองหรือเปล่า ได้เยาะเย้ยว่า จากพรรค 100 เสียงปัจจุบันเหลือเพียง 10 เสียง แต่มาวิพากษ์วิจารณ์พรรคที่เคยได้ 10 เสียง แต่ปัจจุบันโตเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นการตอบโต้อย่างรุนแรงจากคนระดับนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ก็ออกมาตอบโต้ว่า การใช้ถ้อยคำที่รุนแรง เป็นการแย่งซีนทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้าน และนายศุภชัย ใจสมุทร ก็ออกมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องความล้มเหลวในการแก้ปัญหาในอดีต ที่เศรษฐกิจตกต่ำ จนพาประเทศเข้าสู่ยุคไอเอ็มเอฟ กล่าวหาว่าแพ้เลือกตั้งมาตลอด 30 ปี รวมไปถึงใช้กระดาษเพียงแผ่นเดียวอภิปรายไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในอดีต ซึ่งทั้งหมดเป็นการตอบโต้ไปมาและเป็นสีสันทางการเมือง
ส่วนตัวในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เห็นว่าการใช้ถ้อยคำที่ดุเดือดรุนแรง ก็เป็นเรื่องปกติของการโหมโรง หรือออกแขก ก่อนจะเข้าสู่บรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงไม่ควรถือเป็นสาระสำคัญ หรือกล่าวหากันว่า ใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสม ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่เนื้อหาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ฝ่ายค้านสามารถนำรายละเอียดหรือสาระของการอภิปราย สอดคล้องกับคำพูดหรือวาทกรรมที่ปล่อยออกมาก่อนการอภิปรายหรือไม่
ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้านจะต้องพิสูจน์ตัวเอง คำว่า โง่ ห่วย เลว ถ้าหากว่าผู้อภิปรายสามารถนำข้อมูลหลักฐาน และเหตุผลมาอธิบายได้ว่า รัฐบาลชุดนี้หรือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย โง่อย่างไร มีประเด็นอะไรบ้างที่แสดงความโง่ออกมา หรือการบริหารประเทศห่วยแบบไหน หรือการทำงานของรัฐบาลเลวอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถตัดสินได้ ว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านเหมาะสมสอดคล้องกับคำว่า โง่ ห่วย เลว หรือไม่
เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายใจเย็นๆ ตั้งสติ และรอดูว่า เนื้อหาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเหมาะสมกับญัตติหรือเหมาะสมกับถ้อยคำที่โฆษณาไว้ล่วงหน้า



















