รัฐโต้ปมประเมินน้ำท่วมต่ำกว่าจริง 4 เท่า ชี้ต้องแยกให้ชัดยอดคำร้อง-ผู้ผ่านเกณฑ์

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ลลิดา” แจงเสียงวิจารณ์กระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายน้ำท่วมต่ำกว่าจริง 4 เท่า ชี้ต้องแยกจำนวนผู้ยื่นคำร้อง ผู้ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตตัวเลขขอเพิ่มงบ 12,000 ล้านบาท ต้องเปิดเผยวิธีคำนวณให้ชัด ย้ำหากวงเงินไม่พอ รัฐบาลพร้อมเร่งจัดสรรเพิ่มเพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 4 เท่า พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอให้เร่งจัดสรรงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว แต่การกล่าวว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายผิดพลาดถึง 4 เท่า จำเป็นต้องพิจารณาฐานข้อมูลและวิธีคำนวณให้ชัดเจน เนื่องจากจำนวนคำร้องขอรับความช่วยเหลือ จำนวนครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นข้อมูลคนละประเภท ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบแล้วสรุปว่าเป็นความผิดพลาดทั้งหมดได้ทันที

น.ส.ลลิดากล่าวว่า เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน ไม่ใช่การชดใช้มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยรายงานต่อ ครม. เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 เป็นข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้น พร้อมเสนอทบทวนหลักเกณฑ์และขยายพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการที่มีประชาชนยื่นคำร้องเพิ่มขึ้นภายหลัง ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายผิดพลาดทั้งหมด เพราะต้องแยกให้ชัดระหว่างยอดผู้ยื่นคำร้อง ยอดผู้ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า กรณีคำร้องที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ก็ไม่ควรสรุปว่าทุกรายเกิดจากงบประมาณไม่เพียงพอ เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบยังมีหลายปัจจัย ทั้งข้อมูลพร้อมเพย์ รายชื่อซ้ำภายในครัวเรือน เอกสารยืนยันความเสียหาย และหลักฐานการเช่าที่พักอาศัย จึงจำเป็นต้องจำแนกให้ชัดเจนว่า รายใดอยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ รายใดอนุมัติแล้วแต่รอโอนเงิน และรายใดได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านวงเงินจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

สำหรับข้อเสนอว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมถึง 12,000 ล้านบาท น.ส.ลลิดาระบุว่า ควรเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ ทั้งจำนวนครัวเรือนที่คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ และสัดส่วนผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท และ 9,000 บาท เนื่องจากหลักเกณฑ์การจ่ายเงินไม่ได้กำหนดให้ทุกครัวเรือนได้รับเงินเท่ากัน จึงยังไม่ควรสรุปว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นภาระงบประมาณที่ยืนยันแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลการโอนเงินช่วยเหลือแล้วประมาณ 5,215 ล้านบาท จากกรอบวงเงินราว 5,290 ล้านบาทได้รับการยืนยัน ก็สะท้อนว่าวงเงินคงเหลือมีจำกัด และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งประเมินความต้องการงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ต้องหยุดชะงัก

น.ส.ลลิดากล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณ หากวงเงินไม่เพียงพอ และไม่ได้ใช้ประเด็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขเป็นข้ออ้างให้ประชาชนต้องรอ แต่การตรวจสอบรัฐบาลก็ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องเช่นกัน หากจะกล่าวหาว่าประเมินผิด 4 เท่า หรือจำเป็นต้องใช้งบเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ก็ควรแสดงที่มาของตัวเลขและหลักเกณฑ์การคำนวณให้ชัดเจน เพราะข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง

“สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครเสนอวงเงินช่วยเหลือได้มากกว่า แต่คือทำอย่างไรให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินอย่างรวดเร็วและครบถ้วน ถ้าติดปัญหาตรงไหนก็แก้ตรงนั้น หากงบฯ ไม่เพียงพอก็ต้องเร่งจัดสรรเพิ่มเติม รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลการช่วยเหลือ ส่วนการตรวจสอบของทุกฝ่ายก็ควรช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ไม่ใช่ทำให้ประชาชนสับสนจากการใช้ตัวเลขที่ยังไม่ได้ตรวจสอบให้ตรงกัน” น.ส.ลลิดากล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img