“ณัฐวุฒิ ” โพสต์วิเคราะห์ 3 เหตุการณ์ร้อน ปม กกต. ยื่นศาลรธน.ตีความอำนาจศาลฎีกา ศาลฎีกายกคำร้องขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. และประธานศาลอุทธรณ์เปิดทางประชาชนฟ้อง กกต. คดีเลือก สว. เตือนหากองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระใช้อำนาจหักล้างกัน อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบัน
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในช่วงเวลาที่กำลังต่อสู้เข้มข้น คนเสื้อแดงตั้งคำถามเรื่องหลักนิติธรรม จนคำว่า ยุติธรรม 2 มาตรฐาน เป็นวาทกรรมที่ใช้กันแพร่หลายในความหมายที่เข้าใจตรงกัน เราพูดถึงคำวินิจฉัยทั้งกรณีเลือกตั้งโมฆะ ยุบพรรค ปลดนายกฯ และอื่นๆ ว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังขยายขอบข่ายของอำนาจมากขึ้นทุกที และในบางกรณีเรื่องแบบเดียวกันกลับวินิจฉัยต่างกันหรือไม่
ผมปราศรัยไว้หลายเวทีว่าหากกลไกตุลาการถูกมองว่าใช้อำนาจเกินกฎหมาย ความเสียหายจะเกิดขึ้นในระยะยาว และวันหนึ่งอาจไม่ใช่เพียงกลุ่มประชาชน อำนาจบริหาร หรืออำนาจนิติบัญญัติเท่านั้นที่รู้สึกว่าถูกรุกพื้นที่ แต่อำนาจตุลาการเองก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน
หลายวันมานี้มีข่าวน่าสนใจอยู่ 2-3 เรื่อง (ที่นอกเหนือจากเส้นเงินมูลนิธิ) 1. 3 พ.ย. กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. 2. 5 พ.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเลื่อนการไต่สวนคดีคุณสมบัติผู้สมัคร สว. โดย กกต. อ้างเหตุว่าต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ก่อน แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า กกต. มีเพียงมติที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ปรากฏว่ามีการยื่นเรื่องจริง จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนการพิจารณาคดีตามที่ กกต. ร้องขอ 3. 6 พ.ย. ประธานศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าประชาชนสามารถฟ้องกรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง ในคดีที่เกี่ยวกับการเลือก สว.
ผมไม่เคยเห็นองค์กรอิสระยื่นเรื่องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจศาลฎีกามาก่อน แม้จะมีคำอธิบายว่าเป็นการวินิจฉัยกรอบอำนาจของ กกต. เอง แต่โดยนัยถือว่าแหลมคมอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีในศาลฎีกา เมื่อมองเป็นองค์รวมว่าความขัดแย้งทางการเมืองใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมาของสังคมไทย ได้สร้างภูมิทัศน์ใหม่ทางอำนาจ ให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนซึ่งเป็นอำนาจสูงสุด กลายเป็นอำนาจอ่อน (แต่ไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์) ที่ไม่มีแรงต่อกรกับอำนาจอื่นที่แฝงตัวอยู่ในเสื้อคลุมประชาธิปไตย รัฐบาลจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถูกล้มถูกยุบครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่อำนาจซึ่งมาในรูปองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหญ่โตขึ้นทุกวัน และสำหรับผมมองว่าไปถึงขั้นอิสระจากประชาชนตั้งนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม อำนาจตุลาการ หนึ่งในสามอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ยังคงรักษาพื้นที่ และขอบเขตอำนาจไว้ ไม่ถูกท้าทาย โค่นล้มเหมือนอำนาจบริหารและนิติบัญญัติที่สะบักสะบอมเต็มที จนมี 3 ข่าวซึ่งผมยกมาคุยกันอยู่นี้
หาก กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจศาลฎีกาได้ และถ้าไปไกลถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องแล้ววินิจฉัย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรผมว่ายุ่ง เพราะแค่รับวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ตัวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว และจะถือเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ต่อไปจะมีเรื่องยื่นกันอีกมาก แล้วศาลยุติธรรมจะมีสถานะเช่นไร?
นายณัฐวุฒิ ระบุว่า พอเห็นข่าว กกต. ขอเลื่อนการไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว.แล้วศาลฎีกายกคำร้อง เดินหน้าไต่สวนต่อไป เรื่องก็มีมิติมากขึ้นไปอีก เพราะศาลฎีกาก็ยืนยันอำนาจ และบทบาทหน้าที่ขององค์กรเช่นกัน ต่อด้วยคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ชัดว่าประชาชนฟ้อง กกต. และ เลขาธิการ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรงได้ ในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ซึ่งเป็นการวินิจฉัยสวนทางกับคำวินิจฉัยเดิมของประธานศาลอุทธรณ์คนก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. สถานการณ์เกี่ยวเนื่องกันมาแบบนี้ คงมองเป็นเรื่องเล็กไม่ได้
การใช้อำนาจตุลาการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หรือช่วยเหลือฝ่ายเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายทางการเมือง ไม่ว่าจะเกิดในสังคมใด สิ่งที่ตามมาคือความขัดแย้ง เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกระทำกับผู้ถูกกระทำ หากยังทำแบบเดิมตามอำเภอใจ ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบัน เช่น นิติบัญญัติและบริหารจากการเลือกตั้ง ขัดแย้งกับอำนาจแบบเดียวกันจากการรัฐประหาร และถ้าใช้อำนาจตุลาการมากเข้า ก็อาจเกิดคู่ขัดแย้งใหม่ ระหว่างตุลาการในระบบยุติธรรมกับตุลาการหรือองค์กรอิสระในระบบนิติสงคราม
ไม่ทราบว่าในประเทศใดเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้วบ้าง? มอง 3 ข่าวที่เกิดขึ้นในมุมชาวบ้าน ไม่ก้าวล่วงส่วนใด พอพูดได้ว่า องค์กรอิสระกับศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 60 เป็นพี่น้องคลานตามกันมา เพราะถือกำเนิดจาก สว. เหมือนกัน ส่วนศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็ถือเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตอีกครอบครัวหนึ่ง จากโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย เกิดก่อน อยู่มานาน ในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ไม่ใช่ใครจะเข้าไปเดินเพ่นพ่านได้ง่ายๆ ใครรุ่มร่ามเข้าไปคงเจอของแข็ง ถ้าเปรียบ 2 กลไกนี้เป็นเครือญาติกัน พอเกิดงัดข้อกันขึ้นมา ใครเป็นพี่น้องใครก็ต้องยืนฝ่ายนั้น ทำให้นึกถึงมหากาพย์เรื่องสำคัญคือ มหาภารตะ เรื่องราวการสู้รบระหว่างเครือญาติในอำนาจตุลาการ เอ๊ย! ในเรื่องคืออำนาจปกครองบ้านเมือง แต่ทับเส้นกันไปมาจนเปิดศึกห้ำหั่น ต่างฝ่ายมีญาติพี่น้องมาช่วยกัน ตามท้องเรื่องเขาใช้ดาบใช้ธนูสู้ชิงชัย ภาวนาว่าอย่ามีใครใช้กลไกยุติธรรมเข้าหักล้างกัน บ้านเมืองที่ยุ่งอยู่แล้วจะยิ่งแย่ขึ้นไปอีก โชคดีที่ประเทศไทยไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ ป.ล. ถ้าว่างและนึกสนุกจะเขียนมหาภารตยุทธ์ ฉบับณัฐวุฒิมาให้อ่านกัน.



















