‘เอกนิติ’แจงกู้4แสนล.เหตุจำเป็นเร่งด่วน รับมือวิกฤตโลก-ยันหนี้ไม่ทะลุเพดานแน่

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก  เผยแผนเยียวยาควบคู่เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด   ยันไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ เสนอ พ.ร.ก.ต่อสภาฯ 14 พ.ค.นี้  ส่วนมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่เข้า ครม.สัปดาห์หน้า    แต่โครงการเดินหน้าตามไทม์ไลน์เดิม ใช้หลายแหล่งเงินร่วมกัน 

วันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติออกพระราชกำหนด (พรก.) กู้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก โดยวิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอกต่อเนื่องกันถึง 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤตสงคราม วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตต้นทุนการผลิต วิกฤตค่าครองชีพ และวิกฤตกำลังซื้อถดถอย

“รัฐบาลได้ปรับลดวงเงินกู้จากเดิมที่กระแสข่าวระบุไว้ 5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลังและนำข้อกังวลของทุกภาคส่วนมาพิจารณา โดยเน้นย้ำว่าการกู้ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการเยียวยา แต่เป็นการสร้างโอกาสในการปรับตัวของประเทศเพื่อความยั่งยืนในอนาคต”นายเอกนิติ กล่าว

โดยวงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนละ 200,000 ล้านบาท โดยส่วนแรกจะใช้เพื่อ การเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ต่อประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางโดยตรง ส่วนที่สองจะใช้เพื่อ การเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาวและป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยเดิม

สำหรับเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก. แทนการใช้งบประมาณปกตินั้น นายเอกนิติชี้แจงว่าเนื่องจากงบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่เพียงพอ โดยรวบรวมได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นด้วย ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤตที่อาจลุกลามจนเกิดภาวะ Stagflation หรือวิกฤตเงินเฟ้อซ้อนวิกฤตกำลังซื้อได้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

นายเอกนิติ   ยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะ กู้ภายในประเทศทั้งหมด เพื่อให้เห็นถึงวินัยการคลัง โดยวงเงินเท่านี้มีสภาพคล่องในระบบธนาคารมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการกู้เงินถูก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ที่ต่ำกว่า 70% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้ที่กำหนดไว้ส่วนขั้นตอนการดำเนินงาน จะเสนอ พ.ร.ก.เข้าสู่สภาได้ในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ พร้อมจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

เมื่อถามว่าโครงกาอย่าง คนละครึ่ง” หรือบัตรสวัสดิการต่างๆ สามารถเสนอขอใช้งบประมาณจากส่วนนี้ได้ แต่รัฐบาลจะพิจารณาจากแหล่งงบประมาณอื่นด้วยโดยรัฐบาลตั้งเป้าเริ่มดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ในวันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img