“ศุลกากร”ประกาศยกระดับความเข้มข้น ตรวจสกัดลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

”อธิบดีศุลกากร”รับไทยโชคร้ายทางผ่านในการขนส่งยาเสพติด ประกาศยกระดับความเข้มข้นเอกซเรย์ผู้โดยสารขาออก ผนวกใช้สุนัข K9 หวังสกัดลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากร ครบรอบ 152 ปี ในวันที่ 6 กรกฎาคม กรมฯ ได้ประกาศเดินหน้าองค์กรสู่การเป็นศุลกากรยุคใหม่ (Border Force) ภายใต้นโยบาย Transition Today Transform for tomorrow โดยจะมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดันให้ GDP ของประเทศเติบโต

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า กรมฯ มีเป้าหมายสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติดไปยังประเทศอื่น โดยปรับเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยเฉพาะผู้โดยสารฝั่งขาออกที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศ ซึ่งในอดีตอาจจะไม่ได้มีการเข้มงวดจึงทำให้ที่ผ่านมากลุ่มอาชญากรข้ามชาติมักฉวยโอกาสในใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเยี่ยมของไทย อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ หรือท่าเรือแหลมฉบัง ในการใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนส่ง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวก็มีความท้าทายในการรักษาสมดุล คือต้องไม่ให้กระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์ถูกขนส่งเข้าออกในประเทศสูงถึง 13 ล้านตู้ และผู้เดินทางกว่า 85 ล้านคน ซึ่งกรมฯ ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด 100% จึงต้องมีตาข่ายกรอง หรือการใช้ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่จะนำเอาข้อมูลทั้งหมดให้เอไอวิเคราะห์และคัดกรอง ทั้งบุคคลตลอดจนตู้สินค้าที่มีความเสี่ยงแทน

“ไทยไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่โชคร้ายที่กลับเป็นทางผ่านในการขนส่ง เนื่องจากอยู่ใกล้กับแหล่งผลิต และด้วยไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถนน คมนาคม ขนส่ง สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนส่งยาเสพติด ดังนั้น กรมจึงต้องมาปรับในเรื่องของการส่งออกให้มีความเข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องเอกซเรย์ (X-ray) ฝั่งผู้โดยสารขาออกที่เดินทางไปต่างประเทศ รวมทั้งสุนัข k9 ซึ่งในอดีตอาจไม่มีเพราะถูกมองว่าจะเป็นภาพลักษณ์ไม่ดี” นายพันธ์ทองกล่าว

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ขณะนี้กรมฯ มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องเอกซเรย์เดิมที่ท่าเรือแหลมฉบังจำนวน 2 เครื่องที่ใช้งานมาเกือบ 20 ปี และอยู่ระหว่างการหารือกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT (การท่าอากาศยาน) เพื่อขอรับการสนับสนุนเครื่องเอกซเรย์เพิ่มเติมสำหรับฝั่งขาออก ทั้งในส่วนของอาคารผู้โดยสารและคลังสินค้า (Cargo) โดยในเบื้องต้นได้เริ่มนำสุนัขดมกลิ่น (K9) ที่จากเดิม 6 ตัว เป็น 9 ตัว เพื่อเข้ามาปฏิบัติงานเพื่อช่วยดมหาความผิดปกติของพัสดุภัณฑ์และผู้โดยสารขาออกแล้ว ทั้งนี้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำร่องใช้เครื่องเอกซเรย์ในฝั่งผู้โดยสารขาออกแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ทำให้ยังต้องนำกระเป๋าต้องสงสัยไปสแกนในเครื่องเอกซเรย์ขาเข้า

“ปัจจุบันเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ คือการบำรุงรักษาเครื่องเอกซเรย์ที่มีอยู่ มีเครื่องเอกซเรย์ที่จะเปลี่ยน 2 เครื่องที่แหลมฉบัง เนื่องจากใช้มาเกือบ 20 ปีแล้ว แล้วไม่มีอะไหล่สำรอง แต่ในส่วนของในอาคารผู้โดยสาร ท่านนายกฯ มอบหมายให้การท่าอากาศยาน หรือ AOT ดูว่าจะมีตรงไหนมาสนับสนุนซัพพอร์ตกรมศุลกากร ในการเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ในขาออก ทั้งในส่วนของอาคารผู้โดยสาร และในส่วนของคลังสินค้าได้บ้าง”

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.-มิ.ย.) กรมฯ สามารถจับกุมยาเสพติดได้เป็นจำนวนระดับตัน มูลค่าประเมินที่ต้นทางราว 700-800 ล้านบาท ซึ่งหากหลุดรอดไปยังประเทศปลายทาง เช่น ออสเตรเลีย มูลค่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่า จึงเป็นหนึ่งสาเหตุที่จูงใจให้เกิดการลักลอบขนส่งข้ามชาติ นอกจากนี้ กรมฯ ยังเพิ่มมาตรการลงโทษสำหรับผู้ลักลอบขนส่งกัญชา โดยจะถูกปรับกิโลกรัมละ 30,000 บาท หรือหากไม่มีเงินชำระค่าปรับจะต้องรับโทษจำคุก ซึ่งมาตรการนี้เห็นผลชัดเจน ทำให้ชาวต่างชาติจำนวนมากที่ตั้งใจจะลักลอบขนกัญชาต้องยกเลิกเที่ยวบินขาออกไปหลายราย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img