ถ้าไม่กล้าก็ปิดพรรคไป!”ปิยบุตร”ฟาดแรงพรรคปชน.ด้านเท้งโผล่อิโมจิรับทราบ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ปิยบุตร’ บอก ‘พรรคประชาชน’ ต้องไม่เป็นเพียงการแฉรายวันเพื่อให้มีแสงส่อง หรือตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการผลักดันการปฏิรูปอย่างถึงราก ทั้งในทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ชี้ ถ้าจะเป็นเพียงนักเลือกตั้ง ไม่ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรคสีส้ม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคนี้ต่อไป ขณะ ‘เท้ง’ โผล่อิโมจิ🙏🧡

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ขัอความผ่านเฟซบุ๊ก​ถึงอุดมการณ์ตั้งพรรคอนาคตใหม่​โดยมีเนื้อหาว่า

“หากไม่มีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
หากไม่มีรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

หากปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ องค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี

หากปราศจากซึ่งการก่อรูปของระบอบตามรัฐธรรมนูญ 2560

หากบรรดานักการเมืองดั้งเดิมแนวบ้านใหญ่ไม่สวามิภักดิ์ต่อชนชั้นนำ

หากบรรดานักการเมืองดั้งเดิม ไม่สมคบกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่กินรวบประเทศ

ก็ไม่มีความจำเป็นใดต้องก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

พูดให้ชัดขึ้น ก็คือ กำเนิดของพรรคอนาคตใหม่ และการดำรงสืบเนื่องเป็นพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในวันนี้ คือ ปฏิกริยาต่อสภาพการเมืองและเศรษฐกิจตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

การดำรงอยู่ของพรรคนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงชีวิตแรก 1-2 ทศวรรษนี้ จึงสัมพันธ์กับเรื่องการปฏิรูปอย่างถึงราก ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

เมื่อไรที่พรรคพูดเรื่องปัญหาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ได้หมายความแต่เพียง “คน” ที่มาดำรงตำแหน่ง แต่ต้องไปให้ไกลถึงการตั้งประเด็นเรื่องอำนาจขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หรือไปให้ถึงการตั้งคำถามว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ อย่างไร

เมื่อไรที่พรรคพูดเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ต้องไม่ได้หมายความแต่เพียงการทำให้คนไม่สูญเสียเวลาในชีวิตไปเป็นปี แต่ต้องชี้ให้เห็นว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขั้นมูลฐาน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำพลเรือนให้มีความเป็นทหาร

เมื่อไรที่พรรคมุ่งมั่นตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องไม่เป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้โดดเด่น หรือแข่งขันกับพรรคฝ่ายค้านอื่น ต้องไม่เป็นเพียงการ “แฉ” รายวัน/รายสัปดาห์ เพื่อให้พรรคหรือนักการเมืองของพรรคมีแสงส่อง และต้องไม่เป็นเพียง “กระบอกเสียง” ให้แก่ข้าราชการที่ทนไม่ไหว หรือประชาชนที่ประสบปัญหาถูกรีดไถ ตบทรัพย์ เท่านััน แต่ต้องขยายและชี้ให้เห็นถึงประเด็นโครงสร้าง สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่าง “ทุน-นักการเมือง-ราชการ“ โยงใยไปถึง ”ยอดปิระมิด“ และการกินรวบประเทศ

หากวันนี้ พรรคไม่ทำภารกิจเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรคแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคนี้ต่อไป

หรือหากจะมีพรรคต่อไป พรรคก็จะกลายเป็นเพียงที่รวมตัวกันของคนที่ประสงค์เข้ามาทำงานการเมือง อยากเอาความรู้ความสามารถที่ตนร่ำเรียน มีประสบการณ์ มาช่วยพัฒนาประเทศ

นักการเมืองของพรรค ย่อมแปรสภาพไปเป็นนักเลือกตั้ง เอาชนะเลือกตั้งให้ได้สม่ำเสมอ

ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของพรรค ย่อมแปรสภาพไปเป็นเทคโนแครต “ปะผุซ่อมแซม” เป็นจุดตามที่ตนเองถนัด

หากเป็นเช่นนี้… ก็ไม่มีความแตกต่างจากพรรคอื่นๆ

เพียงแต่รูปโฉมดูสดใสใหม่กว่าเดิมๆ เท่านั้น

การหลอมรวมความคิดภายในพรรคให้เป็นเอกภาพ จำเป็นอย่างยิ่งต้องถกกันถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรค และพิจารณาร่วมกันว่า เหตุเหล่านี้ได้ลดความสำคัญหรือถูกขจัดแล้วหรือยัง

หากคำตอบร่วมกันมีว่า สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว ไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็ละทิ้งแนวทางตั้งต้นไปเสีย

หากคำตอบร่วมกันยังยืนยันว่า สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ยังคงเหมือนเดิมที่่เป็นมาตลอด 2 ทศวรรษ หรือเลวร้ายกว่าเดิมแล้วล่ะก็ พรรคก็ต้องเดินหน้าตามเข็มมุ่ง ทำให้คนไทยเห็นพ้องต้องกันให้ได้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากขนานใหญ่ และพรรคคือตัวแทนแห่งความหวังที่จะรับภารกิจประวัติศาสตร์ไปปฏิรูปให้สำเร็จจงได้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img