นักวิชาการนวัตกรรมฯ ชี้แจงปมร้อน TOR 30 วัน ยืนยันนี่ไม่ใช่แค่โครงการแจก AI ฟรี แต่คือยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจไทยที่รัฐต้องตอบให้เคลียร์!
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการเพื่อขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน ที่ตั้งสำนักงาน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล
สวัสดีครับ หากถามว่า AI (Artificial Intelligence) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ นักประวัติศาสตร์ด้าน AI ส่วนใหญ่ยอมรับว่า ปีคริสตศักราช 1956 หรือพุทธศักราช 2499 ถือเป็นปีเกิดของ AI หรือประมาณ 70 ปีมาแล้ว เนื่องจากเป็นปีที่มีการจัดประชุมวิชาการที่มีชื่อว่า Dartmouth Summer Research Project on Artificial Intelligence ที่วิทยาลัย Dartmouth College สหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อ John McCarthy ใช้คำว่า AI อย่างเป็นทางการ
นั่นหมายความว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่มีพัฒนาการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 70 ปีแล้ว สิ่งที่ใหม่ไม่ใช่ AI แต่คือความเร็วที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก วันนี้ในปีพุทธศักราช 2569 แล้ว AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การศึกษา การแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม การค้าขาย การบริการภาครัฐ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่คนไทยจำนวนมากยังถามอยู่ว่า AI คืออะไรนั้น ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันด้าน AI และไม่ได้กำลังถามว่า AI คืออะไร แต่พวกเขากำลังถามกันว่า จะใช้ AI อย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ประเทศของพวกเขาแข่งขันได้มากขึ้น
สิ่งที่ผมเห็นจากกระแสสังคมโซเชียล คือ คนไทยจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธ AI แต่กำลังถามคำถามสำคัญที่รัฐบาลควรตอบให้ชัดเจน และผมเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการทำให้ TH-AI Passport ดีขึ้น โปร่งใสขึ้น และเกิดผลจริงกับประชาชน
คำถามแรก งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ ในมุมมองของผม ความคุ้มค่าของโครงการนี้ไม่ควรวัดเพียงว่า “ใช้งบเท่าไร” แต่ต้องวัดว่า “ทำให้คนไทยใช้ AI เป็นมากขึ้นจริงหรือไม่” หาก AI ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ผู้ประกอบการเพิ่มยอดขาย ครูลดภาระงาน นักเรียนเข้าถึงความรู้ แรงงานเพิ่มผลิตภาพ และประชาชนมีรายได้เพิ่ม โครงการนี้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ของประเทศ
คำถามที่สอง ใครได้ประโยชน์ ผู้ได้ประโยชน์ต้องไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องเป็นประชาชน เกษตรกร นักเรียน ครู ผู้ประกอบการ แรงงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ และประเทศชาติโดยรวม หากโครงการถูกออกแบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และวัดผลจากประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประโยชน์จะตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ
คำถามที่สาม โปร่งใสหรือไม่ รัฐบาลควรเปิดเผยให้ชัดว่า ประชาชนได้ใช้ AI ระดับใด ใช้ได้มากน้อยแค่ไหน มีข้อจำกัดอะไร ใครเป็นผู้ดำเนินการ วัดผลอย่างไร และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร ยิ่งเปิดเผยมาก ความเชื่อมั่นยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะโครงการที่ดีไม่ควรกลัวการตรวจสอบ เช่น ประชาชนอาจจะสงสัยเรื่องทำไมรัฐบาลไม่ติดต่อทำจัดซื้อจัดจ้างตรงกับบริษัท AI คำตอบคือ โดยหลักการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการภายใต้หลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ความคุ้มค่า และความโปร่งใส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
นอกจากนี้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด TOR ของ TH-AI Passport จึงใช้เวลาจัดทำเพียงประมาณ 30 กว่าวัน แต่ในทางปฏิบัติ เราควรแยกให้ออกระหว่าง “ระยะเวลาการจัดทำ TOR” กับ “ระยะเวลาการพัฒนาแนวคิดและเตรียมโครงการ” เพราะแม้ TOR จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่แนวคิด นโยบาย การศึกษาข้อมูล และการเตรียมความพร้อมของโครงการอาจเริ่มมาก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้น จำนวนวันที่ใช้จัดทำ TOR เพียงอย่างเดียว จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าโครงการผิดปกติหรือไม่ สิ่งที่สังคมควรพิจารณาร่วมกันคือ มีการศึกษาและวิเคราะห์รองรับเพียงพอหรือไม่ กระบวนการโปร่งใสหรือไม่ และประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ ถ้าทำได้จริง นี่ไม่ใช่โครงการแจก AI แต่คือการลงทุนในอนาคตของคนไทยทั้งประเทศครับ

รัฐบาลควรตอบให้ประชาชนเห็นภาพว่า TH-AI Passport ไม่ใช่แค่ “ได้ใช้ฟรี 1 ปี” แต่ต้องตอบได้ว่า ใช้แล้วชีวิตดีขึ้นอย่างไร โดยยึด 5 คำถามนี้ครับ:
หนึ่ง คนไทยจะได้อะไร
คนไทยจะได้โอกาสเข้าถึง AI ระดับ Pro / Premium ในต้นทุนที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากซื้อเองอาจอยู่ระดับหลายร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือนต่อแพลตฟอร์ม แต่โครงการตั้งใจลดกำแพงราคาให้ประชาชน 5 ล้านคนได้ทดลองใช้เครื่องมือระดับสูงภายใต้แนวทาง “เรียนรู้ ใช้เป็น เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มรายได้” (Learn to Earn)
ตัวอย่าง: เกษตรกรใช้ AI วางแผนใส่ปุ๋ย ออกแบบการใช้น้ำ มีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ AI ได้ทันเวลา ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต / แม่ค้าออนไลน์ใช้ AI เขียนโฆษณา เพิ่มยอดขาย / นักเรียนใช้ AI เป็นติวเตอร์และนำเสนอสิ่งที่ค้นพบและต่อยอดเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต / ครูใช้ AI ลดงานเอกสาร / ผู้สูงอายุใช้ AI เข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการรัฐ / ลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้พิการที่เข้าถึง AI ได้
สอง ใช้ได้มากน้อยเพียงใด
ประชาชนควรได้รับคำตอบชัดว่า ได้ใช้ AI รุ่นใด ระดับใด มีโควตา โทเคน หรือเครดิตเท่าไรต่อเดือน และใช้กับงานอะไรได้บ้าง ปัจจุบันข้อมูลสาธารณะระบุว่าโครงการออกแบบให้ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 5 ล้านคน เข้าถึง AI ระดับพรีเมียมเป็นเวลา 1 ปี และมีระบบจัดสรรการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มกลาง
ตัวอย่างคำตอบที่รัฐควรให้: “ผู้ใช้ทั่วไปได้สิทธิพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และใช้งานจริง ส่วนผู้ที่เรียนผ่านหลักสูตรหรือใช้งานเพื่ออาชีพจะได้รับสิทธิเพิ่มตามระดับของผลลัพธ์ที่วัดได้”
ทำไมต้องเป็น 5 ล้านคน? คำตอบนี้ต้องอาศัยหลักทฤษฎีที่เป็น



















