มูลนิธิอิมมานูเอลพาร่างกายและหัวใจของครอบครัวเหยื่อค้ามนุษย์ ร้อง กมธ.กฎหมาย-ทหาร หลังคนไทย 50 คนถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ลักลอบข้ามแดน สุดท้ายถูกจับขังคุกกัมพูชา ไร้หน่วยงานเหลียวแล ต้องโทรขอเงินที่บ้านวันละพัน ด้าน “รอมฎอน” จ่อนำเข้าหารือเร่งด่วน ย้ำพลเมืองไทยต้องได้รับการคุ้มครอง
วันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล นำกลุ่มตัวแทนครอบครัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายรอมฎอน ปัญจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการทหาร เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลังคนในครอบครัวถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชา
นายจารุวัฒน์ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายกลุ่มนี้ถูกหลอกลวงผ่านช่องทางหางานออนไลน์ ก่อนจะถูกแก๊งมิจฉาชีพลักลอบพาข้ามแดนไปยังฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการกลุ่มสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ทว่าเมื่อทางการกัมพูชาเข้ากวาดล้าง กลับไม่มีกระบวนการคัดแยกหรือคัดกรองเหยื่อค้ามนุษย์อย่างถูกต้อง ส่งผลให้คนไทยที่เป็นเหยื่อถูกดำเนินคดีอาญาและถูกศาลกัมพูชาสั่งจำคุก 1 ปี ปัจจุบันมีตกค้างอยู่ในเรือนจำราว 50 คน นอกจากนี้ ครอบครัวผู้เสียหายยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยเดินสายร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานราชการแต่กลับไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ความเป็นอยู่ของลูกหลานในเรือนจำกัมพูชาเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง มีอาการป่วยเป็นโรคผิวหนังและกลากเกลื้อน ซ้ำร้ายยังต้องโทรศัพท์กลับมาขอเงินจากครอบครัวที่ฝั่งไทยทุกวัน วันละ 500 ถึง 1,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายประทังชีวิตในเรือนจำ ทำให้แต่ละครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท
นอกจากกลุ่มที่ยังติดคุกแล้ว ในส่วนของผู้เสียหายที่เดินทางกลับประเทศไทยมาได้แล้วจำนวน 217 คน ซึ่งผ่านกระบวนการคัดแยกว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์อย่างถูกต้อง ก็กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากถูกอายัดบัญชีธนาคาร เหตุเพราะในช่วงที่ถูกกักขังในกัมพูชา ได้ถูกบังคับให้เปิดบัญชีม้าเพื่อฟอกเงินให้กับแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบันเป็นอย่างมาก จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเยียวยาในส่วนนี้ด้วย

ด้าน นายรอมฎอน เปิดเผยภายหลังรับหนังสือว่า หลังจากนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำการบรรจุเรื่องนี้เข้าเป็นวาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โดยจะมีการเชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาสอบข้อเท็จจริง พร้อมย้ำชัดว่า หากประชาชนกลุ่มนี้เป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ได้จงใจกระทำผิดกฎหมาย ย่อมถือเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของพลเมืองไทยที่จะต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครองจากรัฐไทย



















