รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เห็นพ้องข้อเสนอภาคเอกชน เร่งยกเครื่องกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ชี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้กฎหมายรายมาตราไปสู่การออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบ พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน เดินหน้าคัดเลือกประเด็นเร่งด่วน เปิดรับฟังความคิดเห็น และตั้งเป้าเสนอ ครม. ภายใน 2 เดือน
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 69 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งความยุ่งยากและซับซ้อนของกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนปลดล็อกข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
นายปกรณ์กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชน และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการปฏิรูปกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแก้ไขเป็นรายจุด เนื่องจากกฎหมายจำนวนมากเป็น “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูกเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้ามา Disrupt การแก้ไขเฉพาะบางมาตราอาจไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบกฎหมายใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
ประการที่สอง ต้องเร่งผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน ลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ เพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน และช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
ส่วนประเด็นที่สาม ประเทศไทยจำเป็นต้องร่วมกันค้นหา “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” โดยนอกจากการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมแล้ว ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันกำหนดทิศทางธุรกิจแห่งอนาคต เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจให้คนรุ่นต่อไป
นายปกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การหารือครั้งนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและระยะเวลาที่ชัดเจน โดยจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน พร้อมตัวแทนจาก กกร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงาน ก.พ.ร. ฝ่ายละ 3 คน
จากนั้นคณะทำงานจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ คัดเลือกประเด็นเร่งด่วนหรือเรื่องที่สามารถดำเนินการเพียงครั้งเดียวแต่แก้ไขปัญหาได้หลายด้าน เพื่อใช้เป็นโครงการนำร่อง ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเป็นเวลา 30 วัน
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน เพื่อเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมาย ลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว.




















