“ไอติม”ฟาด “มงคล”ไม่ตอบคือยอมรับเป็นคนในคลิปโพยฮั้ว สว.! แฉ กลุ่มทุนโอนไวโยง สส.-สว.สุราษฎร์ฯ ดักคอ กต. อย่าใช้ระบบ 50 Shade of Blue ตัดตอนน้ำเงินอ่อนเพื่อเซฟน้ำเงินเข้ม
วันที่ 17 มิ.ย.2569 เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธตอบคำถามหลังมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอโพยฮั้วเลือกสว. ว่า ก็งงว่าทำไมถึงย้อนกลับมาที่ตนเพราะตนไม่ใช่คนในคลิป และคำถามก็ชัดเจน คือ แค่จะให้นายมงคลยืนยันว่าบุคคลในคลิปใช่นายมงคลหรือไม่ นายมงคลน่าจะรู้ดีที่สุด แค่ตอบว่าใช่หรือไม่
” แต่ก็เห็นว่าคุณมงคลไม่ได้ตอบ และคิดว่าบางครั้งการไม่ตอบก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง ฉะนั้นเราก็ดูได้จากหลักฐานในคลิป และการไม่ตอบคำถามของประธานวุฒิสภาว่าบุคคลในคลิปก็คือคุณมงคล และผมคิดว่ายิ่งตอกย้ำ ว่าคำถามที่ผมถามถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่ที่ผมได้เผยแพร่คลิปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงอีกชุดคำถามที่ผมถามประธานวุฒิสภาว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ รวมถึงเอกสารที่มีการยื่นกับกกต.เป็นเอกสารที่เขียนอะไรไว้บ้าง ใครเป็นคนจัดทำแต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ คนที่ออกมาชี้แจงที่ผ่านมาก็เป็นคนที่ผมไม่ได้ถามและชี้แจงในประเด็นที่ผมไม่ได้ถามเป็นคำถามหลัก ” นายพริษฐ์กล่าว และว่าในวันพรุ่งนี้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมประชุมกับคณะคณะกรรมาธิการศาลและองค์กรอิสระของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่จะพูดคุย 2 เรื่อง การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. กลับตรวจสอบข้อพิรุธในการการเลือกตั้งปี 2569 เลยคาดหวังว่า กกต. จะเตรียมคำตอบที่ได้นำเสนอไว้ล่วงหน้า เพื่อตอบคำถามที่จะถามในวันพรุ่งนี้
เมื่อถามว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้หรือไม่เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาได้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากติดตามการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคลิปที่ได้เผยแพร่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลและชุดหลักฐานที่ได้รวบรวมเพื่อตั้งคำถามการทำหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับคดี ฮั้ว สว. และเข้าใจดี กกต. จะชี้แจงว่าสามารถจดตัวเลขเพื่อกันลืม ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ในคลิปเห็นปฏิกิริยาของ กกต. มีการเรียกเอกสารและตักเตือนผู้สมัคร หากเอกสารที่เก็บไม่ได้มีปัญหาอะไร และพฤติกรรมในวันดังกล่าวไม่ได้มีข้อพิรุธ เหตุใด กกต. จึงเรียกเก็บเอกสาร และตักเตือนผู้สมัคร และที่รับรู้มาในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ยังมีเอกสารหลักฐานอีกหลายชุดหลายประเภท เช่น บัตรการลงคะแนนที่ ชุดตัวเลขเดิมๆ ปรากฏซ้ำ ซึ่งนำมาคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่มาจากขบวนการจัดตั้ง และจากหลักฐานจัดตั้งคาดว่าในสำนวนจะมีหลักฐานการนัดหมายรวมตัวกันก่อนวันเลือก มีหลักฐานการจ่ายค่าเดินทางให้กลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการจัดตั้งรวมถึงเส้นทางการเงิน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกกล่าวหา
และตามที่ได้รับทราบข้อมูล กกต. จะพิจารณาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่แรก โดยได้รับข้อมูลและเบาะแสจากการยื่นวิปฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้ว มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องด้วย ไหลจากกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนไปยังหลายเส้นทาง รวมถึงบุคคลที่ขณะนี้เป็น สว. จังหวัดดังกล่าว และบุคคลที่เป็นทีมงาน รวมถึง สส. ในจังหวัดดังกล่าว
“อยากให้มองหลักฐานประกอบรวมกันและเห็นพิรุธเกิดขึ้น แล้วตรวจสอบว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล และล่าสุดเห็นว่าอธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดในคลิป และ กกต. ตั้งคำถาม ไม่เคยถูกรวมในสำนวนที่ดีเอสไอมีการสอบสวน และไม่เคย กกต. คนดังกล่าวมาชี้แจงในฐานะพยาน และต้องถามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าคำถามที่ได้ถามตั้งแต่วันเสาร์โพยอยู่ที่ไหน รวมในสำนวนหรือไม่ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนเพื่อตรวจสอบหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน“ นายพริษฐ์กล่าว
เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต.จำเป็นที่จะต้องมีมติภายใน 90 วัน หลังจากพิจารณาวันแรก และหากตั้งข้อสังเกตดี ๆ วันแรกที่ประธาน กกต.ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าจะมีการพิจารณา แบบจันทร์เว้นจันทร์รวม 12 ครั้ง หากลองบวกตัวเลข จะคิดเป็น 24 สัปดาห์ หรือ 180 วัน ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอผ่านมาไม่มีวันก็มีการเปลี่ยน ว่าจะมีการพิจารณาทุกวันจันทร์ ซึ่งกกต. จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วันและเราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการพยายามตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำให้เพื่อทำให้ การส่งคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาใด ที่แม้มีหลักฐานชัดจะไปไม่ถึงฝันหรือไม่
เมื่อถามว่าหากสุดท้ายแล้ว กกต.มีมติว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลจะตรวจสอบต่อไปอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องทวงถามเหตุผลและคำอธิบายของ กกต. เพราะคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันของกกต.และดีเอสไอมีข้อสรุปออกมา ว่าหลักฐานมีเพียงพอ ที่จะเสนอเรื่องไปยังศาลอย่างน้อย 229 คน หาก กกต.จะมีมติออกมาแล้วสวนทาง คือไม่มีการส่งคำร้องใด ๆ ไปที่ศาล คิดว่า กกต. ต้องอธิบายกับสังคมว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น
” ผมชวนคิดต่อว่าท้ายที่สุดแล้ว หาก กกต. มีมติส่งเรื่อง ไปที่ศาลเฉพาะบางคน แล้วมีการเป่าคดีหรือยกคำร้อง คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทวงถามเช่นกัน ว่าเหตุผลที่ตัดสินใจต่างกันเป็นเพราะ ความหนักแน่นของหลักฐานต่างกันหรือเป็นเพราะมีความพยายามสละบางคนในคำร้องแล้วส่งไปที่ศาลเพื่อลดกระแสสังคม หรือปกป้องคนบางคนที่อาจจะอยู่ใกล้ ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า ผมใช้คำว่าตอนนี้เราอาจจะมีระบบที่เรียกว่า 50 shades of Blue คือ 50 เฉดของสีน้ำเงิน มีความกังวลใจว่าหากเป็นน้ำเงินอ่อนที่สละได้เรื่องก็อาจจะไปถึงศาล แต่หากเป็นน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจจะไปไม่ถึงศาลหรือไม่ ฉะนั้นหาก กกต. มีมติออกมาที่ปฏิบัติกับ 229 คน แตกต่างกัน ก็ต้องทวงถามว่าความแตกต่างนั้นอยู่บนพื้นฐานความหนักแน่นของหลักฐานที่ต่างกัน หรืออยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหานั้นใครอยู่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจ ระบอบสีน้ำเงินมากกว่าหรือไม่ ” นายพริษฐ์กล่าว




















