ไม่ใช่แค่จับแล้วจบ! กมธ.สาธารณสุข จี้ขยายผลคดี “พ่อทิพย์” รับจ้างรับรองบุตรสวมสัญชาติไทยให้แม่จีน ชี้แค่ กทม. พบเคสต้องสงสัยพุ่งเกือบ 600 ราย จ่อประสาน กต. ตรวจพาสปอร์ตย้อนหลัง 15 ปีทั่วประเทศ แฉช่องโหว่ รพ.-เขต ไม่บังคับตรวจ DNA แถมยอดโฆษณาหาคนรับจ้างสแกน QR Code ยังว่อนเน็ต
วันที่ 23 ก.ค.2569 เวลา 12.30 น.ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข แถลงภายหลังที่ประชุม กมธ. พิจารณาปัญหาพ่อทิพย์ ชาวไทยรับรองบุตรเพื่อสวมสัญชาติ โดยที่ประชุมได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีดังกล่าว กรมการปกครอง กทม. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจง โดยกรณีของพ่อทิพย์ มีการจับกุม 2 รอบ ซึ่งรอบแรกจับเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 จับกุมได้ 35 หมายจับ เป็นพ่อไทย 14 คน และแม่และแม่จีน 14 คน ที่เหลือเป็นผู้ร่วมขบวนการ ส่วนการจับกุมครั้งที่สองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับ 40 หมายจับ ตอนนี้อยู่ในขบวนการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี ซึ่งขบวนการครั้งนี้ที่ประชุมได้สอบถามกระทรวงสาธารณสุขแล้ว พบว่ามีทั้งหมด 8 โรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้อง แต่อาจยังมีโรงพยาบาลของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่กระบวนการยังสาวไปไม่ถึง
นายสกลธี กล่าวต่อว่า กรรมาธิการไม่ได้อยากให้ดำเนินการไปถึงผู้ที่กระทำผิดเท่านั้น แต่อยากให้สาวถึงขบวนการ เหมือนกรณีของกัญชาที่ทางกรรมาธิการได้ดำเนินการไป ซึ่งเห็นว่าไม่ควรที่จะจับแล้วปรับ จำคุกคุก แล้วเรื่องจบกันไป แต่ควรจะขยายผลว่า เบื้องหลังเป็นขบวนการข้ามชาติ หรือเป็นองค์กรที่เป็นระดับใหญ่กว่านั้นหรือไม่ จากที่ประชุม ได้รับคำชี้แจงว่า มีความร่วมมือในระดับหนึ่ง ทั้งตำรวจและกทม. เพียงแต่การขยายผลในวันนี้ มีตัวเลขเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีการพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นพ่อทิพย์ทั้งหมด 32 ราย โดยดูจากฐานทะเบียนราษฎร์ที่มีความน่าสงสัย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45ราย และสงสัยอยู่ในกลุ่มต้องสงสัย 556 ราย ซึ่งกรมการปกครองได้ชี้แจงว่า รมว. มหาดไทยได้สั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง 15 ปี รวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย โดยกรรมาธิการได้ขอข้อมูลและหนังสือประกอบ เมื่อกรรมาธิการได้ข้อมูลแล้วก็จะประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพราะตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศที่เข้ามาร่วมประชุมกับกรรมาธิการวันนี้ ไม่ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ โดยจะขอให้ตรวจสอบพาสปอร์ตของกลุ่มเด็กเหล่านี้ ว่ากระทำการและเจตนาที่กระทำการแบบนี้เป็นเรื่องการค้ามนุษย์ หรือแค่อยากได้สัญชาติไทย เพื่อใช้สิทธิ์เหมือนคนไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทราบเฉพาะข้อมูลที่ทำคดีเท่านั้น
“ภาพรวมยังไม่ได้มีการขยายผลไปถึงเบื้องหลังหรือเคสอื่นๆ เมื่อพบตัวเลขดังกล่าวแล้วทำให้ตกใจ จึงเพราะนี่เพียงแค่พื้นที่กรุงเทพฯ จึงคิดว่า อาจมีในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่น้อยกว่ากัน ซึ่งกระบวนการในการสอบสวนยังมีความล่าช้า ไม่ได้มีการขยายไปถึงต้นตอ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยากให้มีการขยายผล ลงไปถึงกลุ่มคน เพราะภาคประชาชน ที่มาชี้แจงให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ ยังมีการโฆษณาพร้อม QR Code ซึ่งเป็นแพ็กเกจตั้งแต่คลอดถึงการแจ้งเกิด โดยได้นำข้อมูลเหล่านี้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการแล้ว อย่างไรก็ตามกรรมาธิการฯจะเป็นตัวกลางในการประสานข้อมูล เพราะดูเหมือนว่าหน่วยงานยังต่างคนต่างทำ ยังไม่มีการร่วมกัน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในหน่วยงานที่จะไปตรวจสอบกลุ่มเด็กเหล่านี้ย้อนหลัง 15 ปี ว่า เกิดมาแล้วได้พาสปอร์ตไปอยู่ประเทศอื่น หรือยังอยู่ในเมืองไทย มีรายชื่อไปจดทะเบียนถือครองทรัพย์สินบ้างหรือไม่ ทางกรรมาธิการจึงจะเป็นตัวกลางในการขอข้อมูลต่างๆ”นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ได้มีการสอบถามถึงรูรั่วว่าเกิดจากตรงไหน ซึ่งได้รับคำตอบว่ารั่วมาจากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในการจดทะเบียน รับรองบุตร โดยได้ให้กระทรวงสาธารณสุขส่งรายชื่อโรงพยาบาลมาให้กรรมาธิการฯ แต่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่กล้าเปิดเผยชื่อ หากกระทรวงสาธารณสุขส่งรายชื่อมา ทางกรรมาธิการฯ จะเรียกมาสอบสำหรับการอุดช่องโหว่ ในส่วนรับจดทะเบียนที่สำนักงานเขต ทางกรรมาธิการได้สอบถามว่าได้มีการบังคับให้ตรวจดีเอ็นเอพ่อแม่เด็กหรือไม่ เพราะวันนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับ เพียงแต่มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้กทม. และต่างจังหวัด ที่ให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ต้องสงสัย สามารถที่จะร้องขอให้พ่อแม่ตรวจดีเอ็นเอได้ แต่ในกรณีนี้ก็มีหลายสาเหตุ เพราะไม่ได้มีเพียงกรณีพ่อแม่จีนทิพย์เท่านั้น แต่ยังมีแรงงานต่างด้าวอีกที่เข้ามาทำงานในไทยและคลอดบุตร ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจ ดีเอ็นเอ ถูกที่สุด 3,500 บาท ถ้าครบวงจรประมาณ 10,000 บาท ซึ่งจะเป็นภาระคนที่ตรวจต้องจ่ายเอง โดยกรรมาธิการฯจะนำเรื่องนี้ไปคุยถึงกฎหมายของสาธารณสุขต่อไป
นายสกลธี กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนในการที่จะตรวจสอบง่ายมากโรงพยาบาลที่ทำคลอดแล้วส่งไปยังสำนักงานเขต ทางสำนังงานเขตเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็รับรองเลย ที่ผ่านมาเป็น 10 ปี ไม่ได้มีการตรวจรายละเอียด ตนคิดว่าหากกลับไปตรวจก็น่าจะพบหลาย 1,000 เคสเป็นแบบนี้ที่เป็นแบบนี้ ทางกรรมาธิการจึงรอข้อมูลทั่วประเทศและ กทม.จากทั้งกระทรวงมหาดไทยมหาด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ แต่ละเคสคงมีเงินและมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปว่าถึงขั้นไหน เพราะต้องรายๆไป
ทั้งนี้กรรมาธิการสาธารณสุข มีความตั้งใจว่าจะร่วมทำงานกับกรรมาธิการฯอื่น โดยเฉพาะกรรมาธิการการป้องกันและปราบ เงิน เพื่อตรวจสอบเส้นเงินว่า เงินที่มาถึงเจ้าหน้าที่แต่ละคน มีแนวโน้มที่จะทุจริตไปที่ไหนบ้าง เพื่อให้ขยายผลไปถึงขบวนการใหญ่ เพราะเราอยากขุดรากถอนโคนถึงทุนเทา ที่มาอาศัย และใช้สัญชาติไทยไปใช้สิทธิ์ หรือ ถือครองทรัพย์สินแทนแก๊งใดหรือไม่ เพราะต้นตอการจับกุมมาจากการจับแก๊งสแกมเมอร์
เมื่อถามว่า ขณะนี้ทาง สบส. อยู่ระหว่างแก้ไขร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ…(พ.ร.บ.อุ้มบุญ) ซึ่งอยู่ระหว่างระบฟังความเห็นนั้น มองว่าควรเข้มข้น และป้องกันการรับจ้างอุ้มบุญ และปัญหาการสวมสิทธิเป็นคนไทย อย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า ภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมหารือกับกมธ.สาธารณสุขวันนี้ก็จะมีข้อเสนอสำหรับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุ้มบุญ เพื่อป้องกันการรับจ้าง การค้ามนุษย์ ไปจนถึงการสวมสิทธิ์ เป็นคนไทยด้วย ทางอนุกฎหมาย กมธ.สาธารณสุขก็จะนำมาดูด้วยเช่นกัน



















