ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยกเอกสารข่าว กกต. ไขข้อกระจ่างสังคม แยกแยะหน้าที่ “ผู้ไต่สวน” กับ “ผู้มีอำนาจวินิจฉัย” ย้ำ กกต. มีอำนาจสั่งฟ้องหรือสั่งไต่สวนเพิ่มได้แม้พนักงานเห็นว่าไม่มีมูล พร้อมสะท้อนกระบวนการสรรหา กกต. ผ่านชั้นตรวจสอบเข้มข้น ก่อนติงพฤติกรรม สส. ข่มขู่ กกต.
เมื่อวันที่ 28 ก.ค.69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยืนยันว่าทำใช้อำนาจอิสระ ไม่มีการแซกแทรง โดยมีเนื้อหาว่า “วันนี้มีข่าวประชาสัมพันธ์ กกต.ที่น่าสนใจและควรทำความเข้าใจให้กระจ่าง โดยเฉพาะตามข่าวย่อหน้าที่สองและย่อหน้าที่สาม จะไม่ได้ออกความเห็นพลาดผิดไปตามกฎหมาย พนักงานไต่สวนของ กกต. เป็นเพียงผู้รวบรวมข้อเท็จจริง หน้าที่หลักคือ รับคำร้อง รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน วิเคราะห์ข้อเท็จจริง จัดทำสำนวนพร้อมความเห็นเสนอ กกต. พนักงานไต่สวนไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้ใดผิด ความเห็นของพนักงานไต่สวนเป็นเพียงข้อเสนอ ผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ถามว่า กกต. ผูกพันตามความเห็นของพนักงานไต่สวนหรือไม่
คำตอบคือไม่ผูกพัน กกต. สามารถ เห็นชอบกับความเห็น ไม่เห็นชอบ สั่งไต่สวนเพิ่มเติม แต่งตั้งคณะไต่สวนใหม่ ยุติเรื่อง หากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
ถ้าคดีเป็นคดีอาญา ในความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายฐาน เช่น ซื้อเสียง ทุจริตเลือกตั้ง ให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้เลือก หาก กกต. เห็นว่ามีมูล ก็สามารถ
ส่งฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ หรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในบางกรณีต้องประสานกับพนักงานอัยการ
ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ มีข้อถกเถียงว่า หาก พนักงานไต่สวนของ กกต. เห็นว่าคดีไม่มีมูล แต่ กกต. เห็นต่าง จะสามารถสั่งดำเนินคดีได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ เพราะพนักงานไต่สวนเป็นเพียงผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและเสนอความเห็น ส่วนอำนาจชี้ขาดเป็นของคณะกรรมการ กกต. ซึ่งอาจสั่งไต่สวนเพิ่มเติมหรือมีมติแตกต่างจากความเห็นของพนักงานไต่สวนได้ หากเห็นว่าพยานหลักฐานรองรับการวินิจฉัยนั้น
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจบทบาทของ กกต. ในคดีที่เป็นที่สนใจของสาธารณะ เช่น คดีฮั้ว สว. และช่วยแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ผู้ไต่สวน” กับ “ผู้มีอำนาจวินิจฉัย” ตามกฎหมาย
กกต.นั้นกว่าจะได้รับตำแหน่งต้องผ่านด่านแรกซึ่งสำคัญมากคือผู้สมัครจะเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการสรรหา กกต. ซึ่งประกอบด้วยบุคคลจากหลายองค์กร ได้แก่ ประธานศาลฎีกา (ประธาน) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้แทนจากองค์กรอิสระตามที่กฎหมายกำหนด
คณะกรรมการสรรหาจะตรวจสอบคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต และคัดเลือกผู้ที่เห็นว่าสมควรดำรงตำแหน่ง จึงจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา
หลายวันที่ผ่านมามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนกล่าวหาข่มขู่คณะกรรมการการเลือกตั้ง น่าคิดว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการผิดจริยธรรมของผู้ดำรงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่”






















