‘อภิสิทธิ์’เสนอตัดงบประมาณ1.5แสนล. ผิดหวัง‘กมธ.เสียงข้างมาก’ไม่รีดไขมัน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัด 1.5 แสนล้าน ขอให้พูดความจริงกันก่อนสางปัญหา ผิดหวัง ‘กมธ.เสียงข้างมาก’ ไม่รีดไขมัน เพื่อให้มีช่องว่างหายใจรับมือสถานการณ์ ทั้งที่ เอกนิติ’ เคยย้ำ ยังมีวิกฤตหลายระลอก ตั้งข้อสังเกต ‘รัฐบาล’ อ้างงบลงทุน ใช้ลงทุนจริงหรือไม่ รอติดตาม ‘นายกฯ-ครม.’ อนุมัติเงิน ถ้าผิดกฎหมาย พร้อมตรวจสอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แปรญัตติมาตรา 4 เพื่อขอตัด 150,000 ล้านบาท โดยมีเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ เรื่องการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันมีข้อจํากัดทางด้านการคลัง มีการจัดเก็บภาษีที่ต่ํา แต่มีเงินนอกงบประมาณมหาศาล ที่จะสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้ และรัฐบาลยังได้ตราพระราชกําหนดเพิ่มไปอีกกว่า 200,000 ล้านบาท ตนเองจึงเห็นว่า การที่รัฐบาลและกรรมาธิการพิจารณาให้สถานะของประเทศในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องหนี้สาธารณะแทบชนเพดาน ไม่นับรวมหนี้ที่ค้างอยู่กับรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารของรัฐอีกเป็นเรื่องที่อันตราย

“ผมผิดหวังที่ทางกรรมาธิการไม่พยายามรีดไขมัน แบบที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านอภิปรายไปแล้ว เพื่อให้เรายังคงมีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างในการหายใจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองย้ํานักย้ําหนา วิกฤติมีหลายระลอก และยังไม่สิ้นสุด ผมเสียดายว่าวันที่พวกเราพยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างงบประมาณที่เป็นเหมือนกับดักที่พูดกันอยู่ ในวาระที่ 1 จําได้ว่าท่าน รัฐมนตรีภราดร และประธานกรรมาธิการเอง พูดเสมือนว่า จะมีความพยายามระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อสะสางปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทําให้เราต้องจัดงบประมาณแบบนี้ แต่ผ่านไปจนถึงการพิจารณาของกรรมาธิการเสร็จสิ้น เราไม่เห็นสัญญาณใด ๆ เลย ยกเว้นแต่เห็นท่านรองนายกฯ ปกรณ์ พยายามพูดเรื่องปฏิรูประบบราชการ ซึ่งทําเป็นจุด ๆ ไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดังนั้น หากเราไปตัดงบประมาณตามที่ตนเองบอกไปได้ เราจะมีพื้นที่ทําการคลังต่ํากว่าเพดานหนี้สาธารณะประมาณร้อยละ 1 ซึ่งจะทําให้มีความคล่องตัว และหากตัดไปแล้วมีการจัดสรรใหม่ ตนเองเห็นด้วยกับกรรมาธิการและสมาชิกหลายท่าน ว่ายังมีการลงทุนที่รอคอยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น และในที่สุดทําให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีหรือรายได้มากขึ้น

หรือการรอคอยเรื่องสวัสดิการของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ทั้งเด็กนักเรียนที่ต้องกู้ยืมเรียน ผู้สูงอายุ ก็สมควรที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากการตัดไขมัน หรือโครงการที่ยังไม่ชัดเจน หรือมีความไม่ชอบมาพากลได้มากกว่า และยังมีอีกหลายวัตถุประสงค์ ที่เราจําเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

สําหรับเหตุผลทางด้านกฎหมาย ถ้าเราอยากจะสะสาง โครงสร้างงบประมาณ และกังวลเรื่องกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นจริง เราต้องเริ่มต้นจากการทํางานและพูดความจริงเสียก่อน หลังรายละเอียดงบประมาณปรากฏ ตนเองกําลังสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ปีหน้า แต่อาจเป็นปีนี้ งบฉบับนี้ ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายได้

เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 62 บัญญัติไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพอย่างมั่นคง ยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20(1) ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ในส่วนนี้เกินมาประมาณ 30,000 ล้านบาท และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงงบประมาณประจําปีนั้น ซึ่งเกินมา 1,700 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาคือเมื่อกรรมาธิการเห็นรายละเอียดในงบประมาณฉบับนี้ ท่านไม่ตั้งคําถามหรือว่า ที่ท่านนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนไป เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ รายการแรกคืองบกลาง ท่านระบุใน 100,000 ล้านบาท มีกว่า 60,000 ล้านบาทคือรายจ่ายลงทุน ตนเองไม่เชื่อ และหากไปดูตัวเลขการใช้จ่ายงบฉุกเฉินในปีที่ผ่านมา มักจะเอาเงินไปเติมในโครงการที่ไม่ใช่รายจ่ายลงทุนเลย ในสัดส่วนที่สูงมาก

รายการที่สอง ท่านนับบริการคลาวด์ภาครัฐ อีก 4,500 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งสําหรับตนเองก็มองว่าไม่ใช่ เพราะมองว่าการเก็บข้อมูลในคลาวด์เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อประโยชน์ในการทํางานภารกิจประจําหรือรายจ่ายประจํา

“ถ้าเราไม่เริ่มจากการพูดความจริงกันก่อน เราจะสะสางเรื่องนี้กันอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับกฎหมายวินัยทางการเงินการคลังทั้งหมด แต่เมื่อกฎหมายมีอยู่แล้ว ก็ควรจะทําให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งกฎหมายที่ตนเองพูดไปก็มีการระบุไว้ว่า ถ้ารัฐบาลจัดไม่ได้ ก็ให้มาแถลงต่อสภา แล้วให้เหตุผล ว่าทําไมจัดไม่ได้ ทําไมเราไม่ทําอะไรให้มันตรงไปตรงมา ทําไมเรายังจะสร้างอีกกรณีหนึ่งที่สังคมทั่วโลกตั้งคําถามกับประเทศไทย ว่าเราไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรม และผู้มีอํานาจต้องมีหลักของความรับผิดชอบ เมื่อไม่สามารถดําเนินการตามกฎหมายได้ ดังนั้น ผมจึงยืนยันว่า ควรจะมีการไปตัดงบประมาณลด 150,000 ล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จําเป็น รายจ่ายที่เป็นไขมัน รายจ่ายที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต แล้วส่วนหนึ่งจัดมาเพิ่มเพื่อเป็นเงินลงทุน อีกส่วนหนึ่งจัดมาเพิ่มเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป ผมจะติดตาม 100,000 ล้านบาท ที่ท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติต่อไป ผมจะดูว่าท่านมีเจตนาไหม ที่จะรักษาสิ่งที่บอกกับสภาฯ ว่า 60% นั้น ท่านจะใช้จ่ายไปกับการลงทุน ถ้ามิใช่ แปลว่าท่านทําผิดกฎหมาย พวกผมก็มีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img