“กกต.” เปิดผลพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. มีมติยกคำร้อง 21 นักการเมืองและกรรมบริหารพรรค หลังพบพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก พยานหลักขอกลับคำให้การ ขณะเดียวกันสั่งส่งฟ้องศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิฯ อีก 26 ราย
วันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยยืนยันว่า คณะกรรมการฯ ได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นรายสำนวน รายกรณี และรายบุคคล อย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม ว่า ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 111 ราย (ข้อกล่าวหาที่ 3 และ 4 ถึง 7) ที่ประชุม กกต. มีมติส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา รวม 26 คน เนื่องจากพยานหลักฐานจากการไต่สวน ทั้งพยานบุคคล เส้นทางการเงิน และบันทึกการใช้โทรศัพท์ ฟังได้ว่ามีพฤติการณ์จูงใจ ให้ทรัพย์สินเงินทอง หรือจ้างโหวตเตอร์เพื่อแลกกับคะแนนเสียง
ตัวอย่างเช่น กรณีในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ถูกร้องรายที่ 84 ซึ่งดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบัน พบความเชื่อมโยงทางการเงินและพฤติกรรมจูงใจชัดเจน ทั้งนี้ กกต. ได้ใช้บรรทัดฐานเดียวกันในการพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาในกลุ่มจังหวัดอื่น ๆ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนผู้ถูกร้องรายอื่นที่ไม่พบพฤติการณ์ทุจริต กกต. ได้มีมติยกคำร้องไปเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งกลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 21 คน อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ (ผู้ถูกร้องที่ 228) และผู้ถูกร้องที่ 187 ถึง 206 ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันช่วยเหลือผู้สมัคร สว. จำนวน 140 คนที่มีชื่อในโพยให้ได้รับการเลือกตั้งนั้น
ประธาน กกต. ระบุว่า ที่ประชุม กกต. มีมติเสียงข้างมากให้ “ยกคำร้อง” เนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนยังฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิด การตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ รวมถึงไม่ปรากฏภาพถ่ายหรือเอกสารหลักฐานอื่นที่ยืนยันการกระทำผิด
สำหรับพยานปากสำคัญคือ พยานรหัส 16/26 ซึ่งอ้างว่าเป็นประจักษ์พยานใน 4 เหตุการณ์สำคัญ อาทิ การร่วมวางแผนคิดค้นสูตรคำนวณ การบรรยายวิธีใช้โปรแกรม และการติวจัดทำโพยฮั้ว นายณรงค์ ชี้ให้เห็นข้อสังเกตว่า พยานรายนี้เพิ่งมาให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งล่วงเลยหลังเกิดเหตุถึงประมาณ 1 ปี อีกทั้งในอดีตเคยเป็น ส.ส. พรรคภูมิใจไทย แต่ถูกขับออกจากพรรคเนื่องจากศาลจำคุกในคดียักยอกเงิน และต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองที่มีความขัดแย้งกัน ก่อนจะมาขอถูกกันตัวเป็นพยาน
นอกจากนี้ ยังพบความไม่สอดคล้องกันในถ้อยคำของกลุ่มพยาน และในเวลาต่อมา พยานทั้ง 3 ปาก (พยานรหัส 16/26, 21/26 และ 22/26) ได้ส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่าพฤติการณ์ที่เคยให้การไว้นั้นไม่เป็นความจริง
นายณรงค์ เน้นย้ำว่า จากประสบการณ์ในสายงานยุติธรรมและอดีตผู้พิพากษามานาน 38 ปี เห็นว่าพยานกลุ่มนี้ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก ส่วนหลักฐานการใช้โทรศัพท์ แม้พบการติดต่อกันแต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาการสนทนาได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสำนวนคดีอั้งยี่ซ่องโจร ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปได้



















