‘กกต.เสียงข้างน้อย’เปิดเหตุผลคดีฮั้วสว. ย้ำข้อกล่าวหา 1-2 มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย เปิดรายละเอียดเหตุผลการลงมติคดีฮั้ว สว. ยืนยันไม่พอใจมติที่ออกมา แต่เคารพเสียงข้างมาก ย้ำข้อกล่าวหา 1-2 ไม่ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ บางบุคคลมีมติ 5:2 และ 6:1 พร้อมเปิดเหตุผลที่เสียงข้างน้อยเห็นว่าพยานหลักฐาน ทั้งโพย โทรศัพท์ เส้นเงิน และคำให้การของพยาน มีความเชื่อมโยงกันจนเห็นภาพรวมของพฤติการณ์ ขณะที่มติ กกต.ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ต้องรอการพิจารณาของศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลงมติคดีฮั้ว สว. ในฐานะเสียงข้างน้อยว่า ส่วนตัวไม่ได้พอใจกับมติที่ออกมา แต่เคารพมติเสียงข้างมาก ทั้งนี้ จากที่ติดตามการแถลงข่าวของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทราบว่าก่อนการแถลงข่าวมีการพูดคุยกันว่า ควรชี้แจงเป็นรายข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่ามติของ กกต. ในแต่ละข้อกล่าวหามีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยจำนวนเท่าใด เพื่อให้เกิดความชัดเจน

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการแถลงหรือเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญในบางคดีที่มีการเปิดเผยว่า แต่ละข้อกล่าวหามีมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนฝ่ายใด แต่ควรทำให้ประชาชนเห็นภาพว่าแต่ละมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด

“ในที่ประชุมพูดกันว่าไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อว่าเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต.ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก ส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็ควรให้ประชาชนทราบ” นายสิทธิโชติกล่าว

นายสิทธิโชติ ระบุว่า เหตุผลของเสียงข้างน้อยมีเอกสารและพยานหลักฐานรองรับ ทั้งกรณีบุคคลที่ถูกกล่าวหาซึ่งบางรายมีเอกสารยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่มีบทบาทตามข้อกล่าวหา รวมถึงหลักฐานจากพยานบุคคล หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน ซึ่งแต่ละส่วนถูกนำมาพิจารณาประกอบกัน

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค และ สส. การลงมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยบางบุคคลที่มีความสำคัญมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง ขณะที่บางรายมีมติ 6:1 ส่วนกรรมการบริหารพรรคบางคนที่เห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์

ทั้งนี้ นายสิทธิโชติย้ำว่า การพิจารณาไม่ได้หมายความว่าทุกบุคคลจะมีมติ 5:2 เหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นการพิจารณาเป็นรายกรณีตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

เมื่อถามว่า ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งอาจพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนเองและนายชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย และเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักค่อนข้างมาก โดยต้องพิจารณาจากบริบททั้งหมด เนื่องจากการกระทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่มีลักษณะกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

นายสิทธิโชติ ยกตัวอย่างพื้นที่ที่มีการตรวจพบพฤติการณ์ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ซึ่งพบว่ามีการประชุมตามโรงแรมเพื่อจัดทำโพย โดยมีการตรวจพบโพยจำนวน 12 ใบ ระบุหมายเลขผู้สมัครเอาไว้ และบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกอยู่ใน 12 หมายเลขดังกล่าว

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า การที่กลุ่มบุคคลมาร่วมจัดทำโพยและมีผู้ถูกดำเนินการลงโทษ แสดงให้เห็นว่าการจัดทำโพยดังกล่าวอาจเข้าข่ายการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาได้ หากเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77 (1)

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า หากพิจารณาพฤติการณ์ในแต่ละพื้นที่ จะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลจากพรรคการเมืองเดียวกัน และไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยบุคคลในกลุ่มดังกล่าวล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือมีความเกี่ยวข้องกับพรรค นอกจากนี้ ยังมีคำให้การของพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งในการให้การครั้งแรกระบุว่ามีการประชุมพรรคและมอบหมายให้ สส.ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดำเนินการ และเมื่อพิจารณากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็พบว่ามีพฤติการณ์สอดคล้องกัน

“ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูดแล้วตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำของเขา มันก็น่าเชื่อถือ” นายสิทธิโชติกล่าว

นายสิทธิโชติ กล่าวถึงพยานหลักฐานเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์และเส้นทางการเงินว่า ต้องพิจารณาว่าพยานให้การเกี่ยวกับการติดต่อกับบุคคลใดในพรรคการเมือง ทั้งสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือ สส. และเมื่อตรวจสอบสำนวนก็พบว่ามีความเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ หลังประกาศผลการเลือกตั้ง ยังมีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองดังกล่าวเข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิทธิโชติ ระบุว่า มีพยานซึ่งเป็นเลขานุการของ สส. และเคยทำงานใกล้ชิดรัฐมนตรี ก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่ง สว. มาให้การต่อ กกต.ว่า วันที่ 21 มีการนัดประชุม สว.ชุดใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา

“มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด” นายสิทธิโชติกล่าวและว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าว เสียงข้างน้อยจึงเห็นว่าเป็นหลักฐานสนับสนุนว่ามีการจัดทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ยังมีพยานอีกปากหนึ่งคือนายดิเรก ซึ่งให้การสอดคล้องกับพยานอีกปาก รวมถึงพยานที่ 16 และ 26 ซึ่งเป็นพยานอีก 2 รายที่มีข้อมูลในทิศทางเดียวกัน

ส่วนกรณีพยานที่กลับคำให้การ นายสิทธิโชติมองว่าไม่น่าจะเป็นการกลับคำเพราะถูกข่มขู่ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีสถานะและอำนาจทางการเมืองในขณะให้การ อีกทั้งหนึ่งในผู้ที่กลับคำให้การเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ นอกจากนี้ การกลับคำให้การเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปนาน โดยมีการยื่นหนังสือกลับคำให้การในช่วงที่มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วงวันที่ 30 ตุลาคม 2568

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาข้อพิรุธทั้งหมดประกอบกัน เสียงข้างน้อยจึงเห็นว่าควรพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ว่ามีความผิด

“ถ้าเรามองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น” นายสิทธิโชติ กล่าวพร้อมย้ำว่า การยกคำร้องในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ โดยเฉพาะบุคคลสำคัญบางรายมีมติ 5:2

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีการฟ้องร้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายสิทธิโชติกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง เพราะหากมีการฟ้องร้องก็มีหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงเหตุผลที่เขียนชี้แจงและยึดโยงกับข้อกฎหมายทั้งหมด เหตุผลดังกล่าวเป็นลักษณะคล้ายคำวินิจฉัยของศาลที่อธิบายว่าพิจารณาภาพรวมอย่างไร และมีพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้

ส่วนข้อสังเกตว่ามติ กกต.ที่ออกมาซึ่งมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย สะท้อนถึงความแตกแยกภายใน กกต.หรือไม่นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ควรมองว่าเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เป็นการที่กรรมการแต่ละคนพิจารณาข้อเท็จจริงและมีเหตุผลแตกต่างกัน

“เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล” นายสิทธิโชติกล่าว

นายสิทธิโชติ อธิบายว่า เหตุผลของเสียงข้างน้อยเป็นการนำพฤติการณ์เล็ก ๆ ของแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมและที่มาของเหตุการณ์ทั้งหมด เปรียบเสมือนการมองช้างทั้งตัว ไม่ใช่พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง

“เราไม่ได้จับแค่งวง แต่เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมด นั่นแหละคือช้าง” นายสิทธิโชติกล่าวและว่า สำหรับกรณีผู้ถูกกล่าวหาในกลุ่ม สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน นายสิทธิโชติระบุว่า บางกลุ่มมีมติ 4:3 ไม่ใช่เอกฉันท์ ส่วนกรณีที่เป็นมติเอกฉันท์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ลงคะแนนที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน แต่เสียงข้างน้อยยังคงเห็นว่าควรลงโทษในบางกรณี

เมื่อถามถึงเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังนักการเมือง นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ในบางกรณีไม่ได้พบเส้นเงินออกจากตัวนักการเมืองโดยตรง แต่เป็นเส้นเงินที่ออกจากบุคคลรอบข้างหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงการใช้เงินสดภายในชั้น 4 ของที่ทำการพรรค นายสิทธิโชติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างและไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ขณะเดียวกัน ในบางกรณีมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ สว.บางราย โดยพบว่ามีการโอนเงินเชื่อมโยงไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต.มีมติ 4:3 ไม่รับเส้นทางดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ อย่างไรก็ตาม นายสิทธิโชติกล่าวว่า ส่วนตัวยังคงเห็นว่ามีความผิด

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนในส่วนของ กกต.สิ้นสุดแล้ว อยู่ที่ว่าศาลฎีกาจะพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ เพราะพยานหลักฐานใหม่ที่อยู่นอกสำนวนไม่สามารถนำมาค้นหาเพิ่มเติมได้ เนื่องจากหมดกรอบเวลา ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินการในประเด็นเกี่ยวกับการฟอกเงิน หากพบเส้นทางการเงินไปถึงบุคคลที่ กกต.ไม่ได้กล่าวหา ก็อาจเป็นไปได้ที่ DSI จะนำไปวิเคราะห์และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน

สำหรับกรณีที่มีพยานกล่าวถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีว่าเป็นผู้คิดสูตรหัว สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีพยานพูดถึงจริง แต่เป็นเพียงถ้อยคำของพยานรายเดียว ยังไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน

“คำพูดของคนมันเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเรายังไม่เชื่อเลยว่าสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ” นายสิทธิโชติกล่าว

นายสิทธิโชติ ยอมรับว่า พยานบางปากให้ข้อมูลขัดแย้งกัน โดยเฉพาะพยานที่ 16 และ 26 ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนบุคคลที่จะได้รับโควตา สว.แตกต่างกัน บางรายระบุว่าสามารถส่งชื่อได้ 1 คน ขณะที่อีกคนระบุว่าสามารถส่งได้ 2 คน

“ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากการที่พยานถูกเรียกมาสอบหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานกว่า 1 ปี และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการปกปิดวิธีการดำเนินการ” นายสิทธิโชติ กล่าวและว่า ในการประชุมหลายครั้งมีการเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพ หรือยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด แต่เมื่อมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก การควบคุมทั้งหมดก็ทำได้ยาก

นายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึงกรณีพยานที่ 16 ซึ่งกลับคำให้การและระบุว่า “โพย” ไม่ได้มีอยู่จริง แต่เกิดขึ้นภายหลังจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เข้ามาสอบสวนว่า เรื่องดังกล่าวควรตรวจสอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 จากภาพกล้องวงจรปิดยังพบผู้มีสิทธิเลือก สว.บางรายนำโพยออกมาเพื่อดูหรือจดข้อมูล ขณะที่บางคนที่ถูกจับได้ก็มีการถ่ายภาพเอาไว้ในโทรศัพท์ ทำให้เสียงข้างน้อยเห็นว่าโพยมีอยู่ก่อนที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 จะเข้ามาสอบสวน ไม่ได้เกิดจากการสร้างหลักฐานขึ้นภายหลัง

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และพิจารณาว่าใครถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ แต่หากเชื่อว่าโพยมีอยู่จริง และมีการพบโพยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงมีการร้องเรียนในเกือบทุกจังหวัด ก็จำเป็นต้องพิจารณาต่อว่าใครเป็นผู้จัดทำ และแต่ละคนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สาเหตุที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เนื่องจากก่อนหน้านี้กระบวนการสืบสวนในระดับพื้นที่ถูกตัดตอนตั้งแต่ระดับอำเภอ โดยผู้สมัครจำนวนมากให้ข้อมูลในลักษณะว่า สมัครด้วยตัวเอง ใช้เงินของตัวเอง และสนใจการเมืองด้วยตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาบริบททั้งหมดกลับพบว่า บุคคลบางรายมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับคำให้การ หรือมีลักษณะเป็นลูกจ้างของบุคคลที่สนับสนุนให้มาสมัคร

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า จึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมายและประสานงานกับ DSI ในเรื่องเส้นทางการเงิน รวมถึงตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า คำว่า “โพย” มี 2 ความหมาย โดยแบบแรกเป็นกระดาษที่ผู้สมัคร สว.ใช้จดชื่อบุคคลที่ตนเองต้องการเลือก ซึ่งอาจถือเป็นเพียงบันทึกช่วยจำ แต่สิ่งที่อาจเข้าข่ายความผิดคือกรณีที่มีตัวเลขหรือรายชื่อถูกจัดทำขึ้นโดยบุคคลอื่น และผู้สมัครนำไปใช้เหมือนกันเป็นจำนวนมาก เพราะหากมีผู้อื่นเป็นผู้กำหนดข้อมูลแล้วนำไปปฏิบัติตาม ก็อาจสะท้อนว่าไม่ได้เกิดจากดุลพินิจอิสระของผู้มีสิทธิเลือก สว.

นายสิทธิโชติ อ้างถึงแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาว่า การกระทำในลักษณะที่ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อาจถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้งได้

เมื่อถามว่าการออกมาเปิดเผยรายละเอียดของเสียงข้างน้อยจะสามารถเปลี่ยนแปลงผลมติ กกต.ได้หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมติที่ออกมาแล้วได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งนี้ ศาลฎีกาสามารถเรียกพยานบุคคลอื่นมาไต่สวนเพิ่มเติมได้ ส่วนการจะดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในคำร้องเดิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและอำนาจของศาล รวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายโดยตรงยื่นคำร้องต่อศาล และศาลเห็นสมควรรับไว้พิจารณา

สำหรับกรณี สว.ที่สมัครผิดกลุ่มอาชีพและยังดำรงตำแหน่งอยู่ นายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึงแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยกรณีผู้สมัคร สว.ในกลุ่มเกษตรกร โดยผู้สมัครมีอาชีพทำนาเกลือ และอ้างอิงข้อความ “หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน” ในคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพ กรณีดังกล่าวมีผู้รับรอง 2 คนตามกฎหมาย และผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับอำเภอเห็นว่าผู้สมัครประสงค์จะสมัครในกลุ่มดังกล่าว ต่อมามีผู้ร้องว่ารับสมัครโดยมิชอบ แต่ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยว่าการรับสมัครของผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับอำเภอเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เพราะผู้สมัครรับรองตนเองว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าวและมีการยกคำร้อง

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า หากเห็นว่าผู้สมัครผิดกลุ่มหรือขาดคุณสมบัติ และมีผู้ร้องต่อ กกต.จนส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการของ กกต.

นอกจากนี้ ยังมีกรณี สว.ที่ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู ซึ่งมีข้อสงสัยว่าไม่ตรงกับกลุ่มอาชีพที่สมัคร แต่ไม่ได้ร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่รับสมัครโดยตรง หากแต่ร้องต่อ กกต. โดย กกต.วินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม เนื่องจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้สอบสวนแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าวประกอบอาชีพนั้นจริง และผู้คัดค้านไม่ได้มีหลักฐานเป็นอย่างอื่น

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า โดยหลักกฎหมาย หากภายหลังปรากฏต่อ กกต.ว่า สว.รายใดไม่มีคุณสมบัติ กกต.สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งได้ แต่กรณีที่มีการร้องต่อศาลฎีกา ก็ต้องติดตามว่ากระบวนการจะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะทุกคนมีสิทธิร้องต่อศาล

เมื่อถามถึงกระแสกล่าวหาว่า กกต.บางรายเป็น “กกต.สีน้ำเงิน” นายสิทธิโชติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญควรดูที่เหตุผลในการวินิจฉัย หากเหตุผลรับฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดก็ต้องยอมรับตามนั้น แต่หากเสียงข้างมากมีความเห็นในแนวทางหนึ่งและผลดังกล่าวเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ย่อมมีคนตั้งข้อสังเกตได้ อย่างไรก็ตาม นายสิทธิโชติขอให้พิจารณาจากเหตุผลของกรรมการแต่ละคนว่ามีหลักเกณฑ์และพยานหลักฐานรองรับอย่างไร

“คนที่มาอยู่ในระดับกรรมการ กกต. ก็เหมือนเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากจะทำดีให้กับบ้านเมือง คำตอบน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่า” นายสิทธิโชติกล่าว

ส่วนกรณีฝ่ายค้านออกมาให้ข้อมูลว่า มีกรรมการ กกต.อย่างน้อย 2 คนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว.ด้วยนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่เห็นหลักฐานดังกล่าว

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการร่วมเก็บโพย นายสิทธิโชติกล่าวว่า การเดินเก็บโพยไม่ได้หมายความว่าเป็นการร่วมขบวนการ เพราะเจ้าหน้าที่มีหน้าที่เก็บโพยอยู่แล้ว อีกทั้งโพยที่เก็บได้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการจัดทำขึ้นในแต่ละพื้นที่ หรือเป็นเพียงโพยที่ผู้สมัครจดไว้เพื่อช่วยจำของตนเอง

“เรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้” นายสิทธิโชติกล่าว

ก่อนเดินทางกลับ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่า การเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และไม่สามารถตอบได้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม จึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงว่ามติในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และมีความเห็นที่แตกต่างกัน

เมื่อถามว่า รู้สึกโล่งใจหรือไม่หลังออกมาชี้แจง นายสิทธิโชติกล่าวว่า “ก็สบายใจขึ้น” เนื่องจากเมื่อคืนมีผู้โทรศัพท์มาสอบถาม จึงเห็นว่าควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงของการลงมติยังมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img