“สาทิตย์”จวกคดี“ฮั้วสว.”ฟางเส้นสุดท้าย ทำศรัทธา“กกต.”พัง-ประชาชนหมดหวัง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สับ กกต.เละกลางสภา ชี้คดีฮั้ว สว. ทำศรัทธาองค์กรอิสระพังทลาย จี้ส่งสำนวนสอบสวนชุด 26 ให้ศาลฎีกาทั้งหมด อย่ารวบรัดตัดตอนช่วยตัวการใหญ่ พร้อมวอนคนในที่มีจริยธรรมกล้าออกมาเปิดโปงหากถูกอำนาจภายนอกแทรกแซง ด้าน “รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี” ยกคำสอนพุทธทาสภิกขุตะโกนถาม “นี่เราอยู่เมืองนรกเหรอ” ซัด กกต. ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยงบปราบทุจริตค้างท่อกว่า 60% เปรียบ “แมวไม่จับหนู ทำวัฒนธรรมโกงเติบโต” ตอกย้ำคดีฮั้ว สว. ทำสังคมบิดเบี้ยว ลั่นสืบเชื้อสายสุวรรณคีรีสู้เพื่อความถูกต้องมาตั้งแต่สมัย ร.1 ยอมไม่ได้กับสภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน

วันที่ 16 ก.ย.2569 เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เข้าสู่วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 และปี 2568 ต่อมา เวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในการพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ในที่สุดรายงานฉบับเจ้าปัญหาปี 2567 (เลือกตั้ง สว.) และปี 2568 (เลือกตั้งท้องถิ่น) ก็ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา หลังถูกยื้อมานานกว่าสองสัปดาห์ เนื่องจากก่อนวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา มีความพยายามยื้อไม่ให้รายงานฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะมีบางฝ่ายต้องการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยอาศัยมือ กกต. แต่เมื่อผลประโยชน์จบลง คนเหล่านั้นรอดตัว เหลือเพียง กกต. ที่ต้องเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถืออย่างหนัก เพราะความสุจริตเที่ยงธรรมซึ่งเป็นเกราะกำบังได้พังทลายลงจากคำวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.

​นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นหนึ่งในคนที่เคยลงมติรับรองรัฐธรรมนูญปี 2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ด้วยความหวังว่าจะเป็นองค์กรที่เข้ามาทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กกต. ใช้งบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 1 แสนล้านบาท ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ กกต. ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ

​​นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของ กกต. อย่างหนักคือการทุจริตซื้อเสียง ซึ่งในอดีตก่อนมี กกต. มีเพียงการแจกปลาทู รองเท้า หรือเงินหลักร้อยบาท แต่เมื่อมี กกต. การซื้อเสียงกลับรุนแรงขึ้นถึงหลักพันถึงหลักหมื่นบาท มีการซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ตลอดจนขบวนการฮั้ว สว. ที่ใช้อิทธิพล อำนาจการเมือง และเม็ดเงินเข้ามาจัดตั้ง ซึ่ง กกต. ไม่สามารถจัดการได้ จนกลายเป็นคดีที่สังคมติดตามมาตลอด 2 ปี และจบลงด้วยความรู้สึกช็อตฟีลของคนทั้งประเทศ สำหรับคดีฮั้ว สว. คำวินิจฉัยที่ออกมาสะท้อนชัดว่า กกต. เสียงข้างมาก 4 คน ซึ่งมาจากระบบการเลือกของ สว. ชุดที่ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการรวบรัดตัดตอน ไม่ให้สอบสาวไปถึงตัวการใหญ่ ดำเนินคดีเฉพาะกรณีที่ชัดเจนเพียงบางส่วน ในขณะที่ กกต. เสียงข้างน้อยซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา กลับได้รับคำชมจากประชาชน คดีนี้จึงกลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ของศรัทธาต่อ กกต. จนประชาชนหมดหวัง

​นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะระบุว่าจะส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวโยงกับคดีฟอกเงินและอั้งยี่ไปให้ กกต. แต่ กกต. กลับปฏิเสธไม่รับสำนวน ท่ามกลางกระแสข่าวว่าขณะนี้ใน DSI เองก็กำลังมีกระบวนการแทรกแซงทางการเมืองไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวนหลายคน พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ให้กับศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนเหลือแค่ 77 คน เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ซึ่งในเวลานี้สังคมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ กกต. อีกต่อไป แต่ฝากไว้ที่ศาลฎีกา และมองว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องทำลายโครงสร้าง กกต. แบบเดิม และปฏิรูประบบการสรรหากับอำนาจหน้าที่ใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจของประเทศบิดเบี้ยว

​“ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลฎีกา ผมขอเตือนคนใน กกต. ว่าท่านยังมีโอกาส ใครก็ตามที่รับรู้ว่ามีอำนาจภายนอกพยายามแทรกแซง ครอบงำ หรือชี้นำการตัดสินใจ ขอให้ออกมาพูดและเปิดเผยความจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะรักษาเกียรติขององค์กรไว้” นายสาทิตย์ กล่าว

​​นายสาทิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า รายงานประจำปี 2568 ของ กกต. ดูไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่า กกต. ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) จากสำนักงาน ป.ป.ช. สูงถึง 93.47% จึงขอตั้งคำถามไปยังสังคมและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมจริงกลับมีการตัดตอนคดีสำคัญอย่างคดีฮั้ว สว. เช่นนี้

ด้านนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  อภิปรายว่า ขอบคุณ กกต. เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลการลงมติในคดีฮั้ว สว. ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ชาวจังหวัดตรังแล้ว ยังทำให้ประชาชนโล่งใจว่าในองค์กร กกต. ยังมีคนดีอยู่บ้าง เพราะเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. ควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารรายงานของ กกต. กลับพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานไม่บรรลุผลสำเร็จ โดยในปีงบประมาณ 2567 งบยุทธศาสตร์การเร่งรัดพัฒนาการเมืองและการบริหารการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ได้รับอนุมัติ 51.3 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 20 กว่าล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ส่วนปี 2568 ก็เบิกจ่ายได้เพียง 41% เท่ากับปล่อยให้งบปราบปรามการทุจริตค้างท่ออยู่ถึง 60%

​“ไม่น่าล่ะค่ะท่านประธาน หนูมันถึงเริงร่านักหนา เพราะแมวไม่จับหนู แมวไม่ทำงาน วัฒนธรรมการโกงในประเทศไทยจึงขยายพันธุ์เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า ดัชนีการรับรู้การทุจริตทั่วโลกมองประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116 น่าอายนะคะ สังคมถามกันให้ว่อนว่ามี กกต. ไว้ทำไม ดิฉันก็ไม่รู้จะช่วยแก้ต่างอย่างไร กกต. ได้รับจัดสรรงบประมาณแต่กลับไม่นำไปใช้ แล้วยังอ้างว่าช่วยประหยัดงบ อีกทั้งยังสะท้อนวัฒนธรรมงานค้างเรื้อรังที่ยกยอดไปปีถัดไป ซึ่งความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”นางรัดเกล้า กล่าว

​นางรัดเกล้า กล่าวถึงผลคดีฮั้ว สว. ที่สั่งดำเนินคดีเพียง 77 คน ว่า ยิ่งฟังคำแถลงของ กกต. ก็ยิ่งสงสัยว่าเกรงใจใคร และห่วงว่าคนดีใน กกต. เดินไปไหนคงจะอาย พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเองว่า “ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอดตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1 ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ พอออกไปต่อสู้เพราะเห็นสิ่งไม่ถูกต้อง ดิฉันกลับโดนป้ายสีทางการเมือง สังคมไทยเดี๋ยวนี้มันบิดเบี้ยว ขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่ได้แล้ว”

​นางรัดเกล้า อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และ สตง. ที่พบว่า กกต. ได้คะแนนความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ยิ่งตอกย้ำว่าความเป็นอิสระของ กกต. หาไม่ได้อีกแล้ว ประเทศไทยจะสร้างอนาคตอย่างไรให้ลูกหลาน ก่อนทิ้งท้ายด้วยการน้อมนำธรรมะมาเตือนสติว่า

​“ตอนนี้สิ่งที่ดิฉันทำได้อย่างเดียว คือพนมมือแล้วคิดถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุว่า ‘ถ้าคนไม่ดี ยิ่งประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น เพราะมติหรือความคิดความเห็นของคนไม่ดี เอามารวมกันเข้า มันก็เลวมากขึ้น แล้วเอามาใช้บังคับกันทั้งประเทศ มันก็กลายเป็นเมืองนรก’ นี่เราอยู่เมืองนรกเหรอเนี่ย!” นางรัดเกล้า กล่าวสรุป

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img