ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ใครที่ติดตามการเมือง ก็คงพอเดาออกว่า บทสรุปของ “คดีฮั้ว สว.” จะจบลงที่ไม่มีนักการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถูกแจ้งข้อกล่าวหา โดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะ หัวหน้าพรรค ภท. รวมทั้ง “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” ที่มีชื่อติดอยู่ในบัญชีผู้ถูกกล่าวหาด้วย
เพราะถ้าไปถึงจุดที่ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกา และ “หัวหน้ารัฐบาล” ถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ จะมีปัญหาทั้งฝ่ายบริหาร และกระบวนการนิติบัญญัติ
แม้จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่าย ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ทั้ง “พรรคประชาชน” (ปชน.) และ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติ ในฐานะที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รวมทั้ง บรรดานักวิชาการ และ กลุ่มที่เคยอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ออกมาเรียกร้องให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ส่งสำนวนทั้งหมดไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
แต่บทจบของเรื่องนี้ ซึ่งใช้เวลาอยู่ 2 ปี นับตั้งแต่การเลือก สว. เมื่อปี 67 ก็ไม่พบว่า มีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในสังกัดพรรค ภท. เข้าไปเกี่ยวข้อง มีแต่เพียง “ศุภชัย โพธิ์สุ” อดีตสส.นครพนม และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร “สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” บิดาของ “วรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย และ “สมเจตน์ ลิมปะพันธ์” สส.สุโขทัย เขต 4 พรรค ภท. ที่ติดในลิสต์

ที่น่าสังเกตคือ การแถลงข่าว กกต.เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. และ “ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร” รองเลขาธิการ กกต. เป็นผู้แถลงข่าว โดยมี “ณรงค์ รักร้อย” กกต. พร้อมด้วย รองเลขาธิการ กกต. 2 คน คือ “ครรชิต เจริญอินทร์” และ “เกรียงไกร พานดอกไม้” มานั่งรอติดตามการแถลงข่าวด้านหน้า
ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งหนักที่ “ประธานกกต.” จะมาชี้แจงปมร้อน ๆ และตอบหลายข้อสงสัยด้วยตนเอง ซึ่งคงรู้ว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ และอาจเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของ กกต. เนื่องจากที่ผ่านมาถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างอย่างต่อเนื่อง
โดยการแถลงระบุว่า สำหรับการลงมติที่ประชุม กกต.นั้นแบ่งออกเป็น 7 ข้อกล่าวหา จำนวนผู้ถูกกล่าวหา 427 คน โดยที่ประชุม กกต.มีมติเห็นควรส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณา จำนวนรวม 77 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 เท่านั้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่มีผู้ใดผิด เท่ากับว่า ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กก.บห.หรือ สส. ถูกเอาผิดในเรื่องนี้แต่อย่างใด โดยมี สว.ที่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่งจำนวน 26 คน มีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 3 โดยส่งไปยังศาลฎีกาพิจารณาเช่นกัน
สำหรับ 7 ข้อกล่าวหาในคดีโกง สว.ที่ กกต.นำมาพิจารณาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2567 ได้แก่
ข้อกล่าวที่ 1 กก.บห.ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง
ข้อกล่าวหาที่ 2 ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง
ข้อกล่าวหาที่ 3 ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70
ข้อกล่าวหาที่ 4 มีการจัดทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1)
ข้อกล่าวหาที่ 5 มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3)
ข้อกล่าวหาที่ 6 มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79
ข้อกล่าวหาที่ 7 มีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81
ขณะที่ “สำนักงาน กกต.” ได้เผยแพร่รายชื่อ 77 ผู้ถูกกล่าวหา ที่ “กกต.” มีมติเสียงข้างมาก ให้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยเป็น
สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย ได้แก่ 1.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา-กลุ่มที่ 1 (การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จังหวัดสุโขทัย 2.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย-กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดสุรินทร์ 3.เศก จุลเกษร-กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดนครสวรรค์ 4.วิวัฒน์ รุ่งแก้ว-กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดศรีสะเกษ 5.สุเทพ สังข์วิเศษ-กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดอ่างทอง 6.นงลักษณ์ ก้านเขียว-กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดสุโขทัย 7.สมศักดิ์ จันทร์แก้ว-กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดนครศรีธรรมราช 8.เตชสิทธิ์ ชูแก้ว-กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดนครศรีธรรมราช 9.มาเรีย เผ่าประทาน-กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 10.ยะโก๊ป หีมละ-กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดสงขลา 11.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ-กลุ่มที่ 7 (พนักงานหรือลูกจ้าง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 12.ชีวะภาพ ชีวะธรรม-กลุ่มที่ 8 (ผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ) จังหวัดสิงห์บุรี 13.นิพนธ์ เอกวานิช-กลุ่มที่ 9 (ผู้ประกอบกิจการ SME) จังหวัดภูเก็ต
14.โสภณ มะโนมะยา-กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) จังหวัดสงขลา 15.พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย-กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) จังหวัดอุดรธานี 16.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม-กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู 17.อัจฉรพรรณ หอมรส-กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์) จังหวัดสมุทรปราการ 18.สมหมาย ศรีจันทร์-กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์) จังหวัดพะเยา 19.วิวรรธน์ ไกรพิสิฐ์กุล-กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดสมุทรสาคร 20.วิเชียร ชัยสถาพร-กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดนครปฐม 21.นิรุตติ สุทธินนท์-กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดชุมพร 22.สากล ภูลศิริกุล-กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดมุกดาหาร 23.ภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ-กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดสิงห์บุรี 24.สิทธิกร ธงยศ-กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดยโสธร 25.อลงกต วรกี-กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่น ๆ) จังหวัดอุทัยธานี 26.ณัฐกิตติ์ หนูรอด-กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่น ๆ) จังหวัดพัทลุง

ส่วนที่ 2 เป็น กลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย ได้แก่ 1.ปริญญา แสนไชย 2.เดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม 3.พิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์ 4.วชิรญา วงษ์โสมะ 5.จำนง ฉางข้าวชัย 6.เชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว 7.โกศล สงรักษ์ 8.เมธา หมานพัฒน์ 9.กนกศักดิ์ บุญรัตน์ 10.เชาวลิตร พระเลิศ 11.ทัศนีย์ อินทวิเศษ 12.โกวิทย์ สินกลิน 13.ศุรดา เดชจันทร์แสง 14.สุนิเชต สุพัฒน์แก้ว 15.รำพรรณ พวงพุ่ม 16.อรปรียา วงศ์ปันติ 17.อับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ 18.อำนาจ กิติโชติ 19.ปรีชา วิเศษสินธุ์ 20.ผกามาศ ตันธนะสาร 21.สนั่น ไพโรจน์ 22.พินัย วรรณทอง 23.นิรันดร์ บัวศิริ 24.วีระ สุดสังข์ 25.พ.ต.อ.ชินโชติ พึ่งแสง 26.อาทร โยธา 27.สมศักดิ์ บุญตี 28.เกรียงไกร ศักดี 29.ธัญรัตน์ สุวรรณพรหม 30.สุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์ 31.ปิยลักษณ์ ศิลาแดง 32.สมโภช อ้วนดี 33.กิติศักดิ์ จำปา 34.นพพร พรหมจันทร์ 35.ประพจน์ วงศ์ล่าม 36.บรรจบ พรมสา
ส่วนที่ 3 บุคคลอื่น 15 ราย ได้แก่ 1.สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายวรศิษฏ์ รมช.มหาดไทย 2.สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย พรรค ภท. 3.วิรัช บัวคง 4.วงศกร ชนะกิจ 5.วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช สมาชิกพรรค ภท.6.สุบิน ศักดา 7.ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ และพรรค ภท.
ทั้งนี้ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ได้แจกแจงเหตุผล ถึงกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องและดำเนินคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.จำนวน 77 รายว่า “บุคคลทั้ง 77 ราย ยังไม่ได้ถือว่ากระทำความผิด แต่จากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน กกต.เห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องนำพยานหลักฐานไปพิสูจน์กันต่อในชั้นศาล เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้อง สส., กก.บห.พรรค ภท. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ส่วน พยานรหัส 16/26 นั้น กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานปากดังกล่าว มีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ ที่จะรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1”
“ณรงค์” ระบุอีกว่า ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ต้องพิจารณาทั้งภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้ามาให้การหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะพยานที่มีการกลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว
“ผมเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน อยู่ศาลมา 38 ปี ให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือ ของพยานพยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก” ประธาน กกต. กล่าว พร้อมย้ำว่า สำหรับ พยานรหัส 16/26 หากตรวจสอบประวัติพบว่า เคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงจำเป็นต้องนำประวัติดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยาน
ก่อนหน้านั้น “iLaw-ไอลอว์” ได้เปิดคำให้การของพยานคนที่ 16 คือ “เอกราช ช่างเหลา” โดยระบุข้อความว่า “เปิดคำให้การ “เอกราช พยานรหัสที่ 16/26 ที่ประธาน กกต. กล่าวถึงในการแถลงผลการลงมติของ กกต. ในคดีโกงเลือก สว. จากคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จากคำให้การมีการกล่าวถึงการประชุมของกก.บห.พรรค ภท. ที่ได้มีการวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมีผู้ริเริ่มคือ ภราดร ปริศนานันทกุล ผ่านโปรแกรม offline และกก.บห.พรรค ภท. โดยมี “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ถูกกล่าวหาที่ 228 ร่วมประชุมด้วย”
ขณะที่ท่าทีของ “พรรคประชาชน” (ปชน.) ก็ได้ออกมาแถลงหลัง กกต.มีมติใน “คดีฮั้ว สว.” ทันที โดยมีแนวทางการเคลื่อนไหว 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
2.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่อง สว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดย กกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล
3.ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่อง สว.ผ่านกลไกของรัฐสภา เช่น ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบ ทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย
4.ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) และพ.ร.ป.เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา และปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ
5.เดินหน้าจัดทำรธน.ฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 ก.พ.69 ด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รธน. โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่ สว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

ส่วน “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวและตรวจสอบการทำงานของ กกต.อย่างต่อเนื่อง ก็ออกมาปลุกประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. โดยระบุว่า “วันนี้ กกต.มีมติเรื่องคดีฮั้ว สว. ขัดกับหลักฐานข้อเท็จจริงที่คนในสังคมรับรู้ และยังไม่เปิดเผยเสียงและรายชื่อ กกต.ที่ลงมติ จึงขอเสียงฉันทามติจากประชาชนว่า สมควรใช้เงินกองทุน เพื่อจ้างทีมทนายที่ดีที่สุดในประเทศ (ใครก็ได้ที่เสนอตัวเข้ามาและให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาคัดเลือก) พลิกกฎหมายทุกฉบับ เพื่อทำคำฟ้อง กกต.ทุกคน ทุกชุด ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.ต่อทุกศาลและทุกช่องทางในกรณีที่กรรมการกองทุนมีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที แต่หากกรรมการกองทุนเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เราจะชี้แจงมติผู้ลงมติเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และเหตุผลต่อประชาชน”
ด้าน “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ระบุว่า “นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว. ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรธน.ฉบับใหม่ โดยมีร่างรธน.ที่เสนอโดยพรรคภท. ที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงิน ในการหยิบเลือกผู้ร่างรธน.ได้ตามอำเภอใจ สามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติรธน.ฉบับใหม่ ให้เป็นไปดั่งที่เขาต้องการ”
ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวด้วยว่า เรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรธน.ฉบับใหม่ ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรธน.ฉบับประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน

จากนี้ไปกระบวนการตรวจสอบ “คดีฮั้ว สว.” ต้องส่งต่อไปสู่ศาลฎีกา ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่กระแสกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ “กกต.” คงต้องเผชิญคำฟ้องร้องจากองค์กรต่าง ๆ เพื่อหาช่องทางเอาผิด จากผลวินิจฉัยคดีการทุจริต ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกสภาสูง เพื่อมุ่งหวังล้ม “ระบบสีน้ำเงิน” เพราะมีอำนาจคุมทั้งสภาล่าง สภาบน และองค์กรอิสระ
แต่เมื่อ “อำนาจพิเศษ” ยังดูเหมือนยืนเคียงข้าง “พรรค ภท.” บางทีการรอวัดผลงานการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน อาจเป็นจุดตายที่ล้ม “ระบบสีน้ำเงิน” มากกว่าก็ได้
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















