ไทยจะยอมเป็นแค่ตลาดผู้ใช้ไปตลอด? “นพดล”เชียร์เดินหน้าTH-AI Passport

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

อย่าให้ความขัดแย้งทำไทยตัดโอกาสตัวเอง! ผศ.ดร.นพดล ชี้แจงกระแสโจมตี TH-AI Passport ยันตาม TOR เป็น AI ระดับ Pro สำหรับ 5 ล้านคน ไม่ใช่ของฟรีมาแจก วอนสังคมร่วมตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้กระจายประโยชน์สู่ เกษตรกร นักเรียน และผู้ประกอบการไทย ได้จริง

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์กระแสวิจารณ์โครงการ TH-AI Passport พบว่า ประเด็นโจมตีหลักมี 5 เรื่อง คือ 1) โครงการอาจไม่ได้ให้ AI ระดับ Pro จริง 2) ความสามารถของ AI เป็นเพียงของพื้นฐาน 3) ที่มาของจำนวน 5 ล้านคนและงบประมาณ 1,600 กว่าล้านบาท 4) การตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และ 5) ข้อสงสัยเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและผู้ได้รับงาน เมื่อเทียบกับ TOR จริง พบว่า บางข้อเป็น “คำถามที่ควรถาม” แต่บางข้อเป็น “การสรุปเกินหลักฐาน”

ประเด็นแรก เรื่อง “ไม่ได้เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงจริง” นั้น จากการตรวจสอบเอกสารขอบเขตงาน (TOR) พบว่า กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในระดับมาตรฐานสูง (Pro/Premium) กว่าระดับใช้งานฟรีสำหรับประชาชนจำนวน 5 ล้านคน ดังนั้น หากจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรม คำถามที่ควรถามคือ “ระบบมีขีดความสามารถระดับใด ใช้งานได้มากน้อยเพียงใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง” มากกว่าการสรุปล่วงหน้าว่าเป็นเพียงระบบใช้งานฟรีทั่วไป

ประเด็นที่สอง เรื่อง “ข้อจำกัดในการใช้งาน” ถือเป็นคำถามที่มีน้ำหนักและควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน เนื่องจากเอกสารขอบเขตงานเปิดโอกาสให้มีการจัดกลุ่มผู้ใช้งานตามระดับการเรียนรู้และความเชี่ยวชาญ เป็นกลุ่มผู้เริ่มต้น กลุ่มพัฒนาศักยภาพ และกลุ่มนวัตกร (Beginner, Pioneer, Innovator) เพื่อจัดสรรสิทธิการใช้งานที่แตกต่างกันได้ ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบควรชี้แจงต่อสาธารณะให้ชัดว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิการใช้งาน (Credit) ในระดับใด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง และเพียงพอต่อการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงหรือไม่

ประเด็นที่สาม เรื่อง “5 ล้านคนมาจากไหน” ควรอธิบายเชิงนโยบายให้ชัดว่า ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางงบประมาณ แต่ต้องเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับทักษะประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เพราะ TOR ระบุวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ให้เข้าถึง Generative AI ได้เป็นเวลา 1 ปี

ประเด็นที่สี่ เรื่อง “ความคุ้มค่า” เป็นคำถามที่สำคัญที่สุด แต่ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า “ใช้งบเท่าไร” หรือ “คืนทุนกี่เปอร์เซ็นต์” เพราะโครงการลักษณะนี้เป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ คำถามที่ใหญ่กว่าคือ “ประเทศไทยจะเสียโอกาสอะไร หากไม่พัฒนาคนไทยให้พร้อมในยุค AI” ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์มีการกล่าวถึงว่า หลายประเทศมีการเจรจากับบริษัท AI เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแพ็กเกจระดับ Pro หรือ Premium เพียงแต่ตั้งคำถามว่าไทยควรได้ผลประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี ศูนย์วิจัย หรือโอกาสให้นักวิจัยไทยมากกว่านี้

ประเด็นที่ห้า เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและความเชื่อมโยงทางธุรกิจ เป็นประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว” เทปเสียงมีการกล่าวอ้างถึงบริษัท คู่เทียบ และความเชื่อมโยงทางการเมืองหลายประเด็น แต่จากข้อมูลที่มี ยังเป็นข้อกล่าวหาและข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐาน เอกสาร และกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรนำข้อสันนิษฐานมาสรุปเป็นความผิดล่วงหน้า ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย ควรเปิดให้ตรวจสอบตามกระบวนการที่โปร่งใส โดยสรุปคือ การตรวจสอบเป็นเรื่องจำเป็น แต่การตรวจสอบที่ดีต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อเท็จจริงจาก TOR” “ข้อสงสัยที่ควรถามต่อ” และ “ข้อกล่าวหาที่ยังต้องพิสูจน์

สรุปคือ การวิพากษ์ TH-AI Passport มีบางส่วนที่เป็นประโยชน์ เพราะช่วยบังคับให้รัฐต้องตอบเรื่องเครดิต การใช้งานจริง KPI ความคุ้มค่า และธรรมาภิบาลให้ชัดขึ้น แต่การโจมตีที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าโครงการนี้เป็นเพียง “การซื้อ AI ฟรีมาแจก” นั้นไม่สอดคล้องกับ TOR และทำให้สังคมพลาดประเด็นใหญ่กว่า คือ การลงทุนพัฒนาคนไทยเพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวน AI

ข้อเสนอของผมคือ โครงการนี้ไม่ควรชะลอ แต่ควรเดินหน้าพร้อมยกระดับความโปร่งใสทันที โดยเปิดเผย 5 เรื่องต่อประชาชนอย่างชัดเจน ได้แก่
-ประชาชนจะได้ใช้ AI ระดับใด
-ได้เครดิตหรือสิทธิใช้งานมากน้อยเพียงใด
-วัดผลความสำเร็จอย่างไร
-ประเทศจะได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการ
-หากไม่ทำ ประเทศไทยจะเสียโอกาสอะไร

หากตอบ 5 คำถามนี้ได้ชัด TH-AI Passport จะไม่ใช่โครงการของรัฐบาล แต่จะกลายเป็น “โอกาสของประชาชน” และเมื่อประชาชนเห็นว่า AI ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เสียงเรียกร้องที่แท้จริงจะไม่ใช่เสียงให้ยุติโครงการ แต่จะเป็นเสียงเรียกร้องให้ทำให้ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเดินหน้าต่อเพื่ออนาคตของคนไทยทั้งประเทศ

ในมุมมองของผมนั้น ประโยคแกนที่ควรใช้สื่อสารกับประชาชนในสังคม คือ “ตรวจสอบได้ ถามได้ วิจารณ์ได้ แต่ต้อง “ไม่” ทำให้สังคมเข้าใจโครงการ TH-AI Passport ตามนโยบายของรัฐบาลถูกลดทอนจากโครงการพัฒนาคนของประเทศให้เหลือเพียงโครงการ “ซื้อระบบเทคโนโลยี AI” เท่านั้น แน่นอนว่า ประชาชนมีสิทธิถาม รัฐบาลมีหน้าที่ตอบ และทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต เพราะในวันที่หลายประเทศกำลังเร่งลงทุนด้าน AI ทักษะดิจิทัล และทุนมนุษย์ ประเทศไทยไม่ควรเสียเวลาไปกับความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือข้อสรุปที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

สิ่งที่สังคมไทยควรร่วมกันเรียกเรียกร้อง ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณอย่างไร แต่ควรร่วมกันเรียกร้องให้โครงการนี้สร้างประโยชน์กับประชาชนได้จริง สร้างโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก สร้างโอกาสให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตและรายได้ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างโอกาสให้ครู นักเรียน นักศึกษา แรงงาน ผู้สูงอายุ และคนพิการ สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง หากโครงการสามารถทำให้ประชาชนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ได้มากขึ้น นั่นย่อมเป็นประโยชน์ที่ตกอยู่กับประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผมจึงเห็นว่า คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “เราควรหยุด TH-AI Passport หรือไม่” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้ TH-AI Passport โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไทย” เพราะอนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามี AI ที่ดีที่สุดในโลกหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราสามารถทำให้คนไทยจำนวนมากที่สุด เข้าถึง เรียนรู้ และใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติได้หรือไม่ หากคำตอบคือ “ได้” ผมเชื่อว่า คนไทยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ก็สามารถร่วมกันสนับสนุนให้โครงการนี้เดินหน้าอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะไม่เพียงเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีของโลก (ตอนนี้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ของผู้ใช้เทคโนโลยีที่ไทยยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเกมทั้งกระดาน เช่น ห่วงโซ่ของ AI ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่อเมริกา ฐานผลิตอยู่ที่ไต้หวัน ห่วงโซ่ผลประโยชน์อยู่ที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ส่วนไทยเป็นเพียงตลาดผู้ใช้เท่านั้น

ผมชวนคิดครับว่า ถ้าเรามองสิงคโปร์เป็นต้นแบบ สิงคโปร์จะพิจารณาว่า ถ้าไม่ทำประเทศจะสูญเสียอะไร (Cost of Inaction) มากกว่าคำถามว่า ถ้าทำแล้วจะคุ้มที่เท่าไหร่ ดังนั้น “ไทย” จะเป็นประเทศที่พัฒนาคนของตนเองให้พร้อมใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ไทยต้องถกเถียงเรื่อง โอกาสที่จะเสียไป ถ้าไม่ทำมีอะไรบ้าง เราจะกลายเป็นประเทศที่ ประชาชนคอยเดินตามเกมต่างชาติไปตลอดหรือ??

ผมจึงชวนทุกท่าน มาร่วมกันตั้งคำถามที่ถูกต้อง เริ่มจาก สัมมาทิฏฐิ (Right View) ร่วมกันตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันผลักดันให้คนไทยทุกคนมีโอกาสพร้อมสำหรับโลกยุค AI เพราะการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การลงทุนในเทคโนโลยี แต่คือการลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ของประชาชนคนไทย จริงมั้ยครับ

บทความโดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการเพื่อขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน ที่ตั้ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล….

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img