“เอกนิติ” กำชับหน่วยงานรับมือมวลน้ำเหนือช่วง ก.ย.-ต.ค. 69 หลังคาดภาคเหนือมีฝนสะสมสูง หวั่นมวลน้ำไหลสมทบพื้นที่ภาคกลาง เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง สั่งบูรณาการข้อมูลดาวเทียม-น้ำฝนแบบเรียลไทม์ เตรียมเครื่องจักร กำลังพล และศูนย์พักพิง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2569 ภาคเหนือมีแนวโน้มปริมาณฝนสะสมสูง ซึ่งอาจส่งผลให้มีมวลน้ำไหลลงมาสมทบพื้นที่ภาคกลางเป็นจำนวนมาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง
จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) GISTDA และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกันติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยบูรณาการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ปริมาณน้ำท่า และปริมาณน้ำฝนแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำสายหลัก และคาดการณ์ปริมาณฝนและมวลน้ำล่วงหน้าที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย วางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และคลองชลประทาน โดยตัดยอดน้ำและผันน้ำเข้าแก้มลิง โดยไม่กระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ควบคู่กับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตรวจสอบคันกั้นน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
ขณะที่ ปภ. ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานสาธารณสุข ร่วมจัดเตรียมเครื่องจักรกล กำลังพล ระบบบริหารจัดการจราจร รวมถึงทีมแพทย์ฉุกเฉินและเวชภัณฑ์ เพื่อดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนทราบผ่านทุกช่องทาง เพื่อสร้างความตระหนักและลดความตื่นตระหนกของประชาชน
สำหรับจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง นายเอกนิติ กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศร่วมกับพื้นที่ต้นน้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงและจุดสำคัญทางเศรษฐกิจ พร้อมตรวจสอบระบบแจ้งเตือนภัย ทั้งหอกระจายข่าว วิทยุชุมชน และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงระดมกำลังฝ่ายปกครอง อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เตรียมพร้อมเผชิญเหตุ และจัดวางเครื่องจักรกลสาธารณภัยในจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากไว้ล่วงหน้า
พร้อมทั้งให้ตรวจสอบพนังกั้นน้ำ วางแผนเส้นทางอพยพ ยานพาหนะ และจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว โรงครัว และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้พร้อม ตลอดจนสำรองถุงยังชีพ ยา และน้ำดื่มให้เพียงพอ ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัย ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อควบคุมและสั่งการทันที เร่งช่วยเหลือและอพยพกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ.ได้ขับเคลื่อนข้อสั่งการดังกล่าว โดยกำชับศูนย์ ปภ.เขต และสำนักงาน ปภ.จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมกำลังคนและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำจุดเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้พื้นที่ประสานข้อมูลการแจ้งเตือนภัยมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ หากพบว่ามีแนวโน้มสถานการณ์จะรุนแรง เพื่อพิจารณาส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ในพื้นที่ภาคกลางต่อไป



















