ยิ่งใกล้ถึงวันเริ่มเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค.มากขึ้นเท่าใด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี-รมว.มหาดไทย-หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็ยิ่งส่งสัญญาณชัดมากขึ้น
หาก “ฝ่ายค้าน” ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ก็จะ “ชิงยุบสภาฯ” ก่อนทันที
ล่าสุด 20 พ.ย.ที่ผ่านมา “อนุทิน” ระบุชัด ๆ กลางเวทีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” ไว้ดังนี้…“เรื่องการเมืองไม่ต้องไปฟัง เพราะไม่นานผมก็ยุบสภา แล้วจะคืนอำนาจให้กับประชาชน เพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้

เบื้องต้นก็ยังว่า 31 ม.ค.จะยุบสภา แต่หากรอไม่ไหว จะให้ยุบวันที่ 12 ธ.ค.ก็พร้อม แต่หากมีอะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จหลายอย่าง ก็ต้องไปเบลมคนนั้น มาว่าผมไม่ได้ ผมมองว่า ต่อให้อภิปรายดีหรือตอบโต้ดีแค่ไหน รัฐบาลก็แพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีทางวิน-วิน วันนี้ผมไม่ได้ให้วิน-วินกับทางการเมือง แต่อยากให้วิน-วินกับประชาชน”
แน่นอนว่า ด้วยการเป็น รัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง ในช่วงการโหวตเป็นนายกฯ โดยไม่นับรวม สส.พรรคประชาชน (ปชน.) แม้ช่วงหลังจะเริ่มมี สส.ฝ่ายค้านพรรคการเมืองอื่น เปิดตัว-ทำดีลการเมือง จะย้ายเข้า “ภูมิใจไทย” ในการเลือกตั้งรอบหน้าก็ตาม
อาทิ สส.กลุ่มรวมไทยสร้างชาติ ที่ไม่ได้อยู่กับ “สุชาติ ชมกลิ่น” แต่ตอนโหวตนายกฯไปโหวตให้ “อนุทิน” คือ “กลุ่มเอกนัฎ พร้อมพันธุ์” ร่วม 10 คน อาทิ “จุติ ไกรฤกษ์-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” ส่วน “กลุ่มสส.เพื่อไทย” ที่แนวโน้มค่อนข้างชัด ว่าจะย้ายมา “ภูมิใจไทย” ก็มี “สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี, โกศล ปัทมะ สส.นครราชสีมา” ขณะที่ “ปีก สส.ประชาธิปัตย์” ที่ชัดเจนแล้วว่าเข้า “ภูมิใจไทย” แน่นอน เช่น “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” สส.ตรัง รวมถึงที่จะมีเพิ่มมาอีกคือ “สส.กลุ่มชาติไทยพัฒนา” ของ “วราวุธ ศิลปอาชา” ที่จะย้ายเข้ามา “ภูมิใจไทย” ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากเช็กเสียง-รวมเสียงกันแล้ว ยังไงก็ไม่เกิน 200 คน (ไม่นับรวมพรรคประชาชน) ซึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา 151 เขียนไว้ว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น โดยหากรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ได้เสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง นายกฯ และครม.ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องรักษาการไป จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามา และหลังมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจและจนกว่าจะมีการลงมติ นายกฯ ไม่สามารถยุบสภาได้ฯ”
เงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ “อนุทิน” ไม่อยากเสี่ยง เพราะต่อให้ พรรคประชาชน ไม่ร่วมลงชื่อในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดย พรรคเพื่อไทย ยื่นซักฟอกกับพรรคพันธมิตรฯ เช่น พรรคประชาชาติ แต่หากพรรคประชาชน แสดงท่าทีแบบแทงกั๊กว่า ขอฟังข้อมูลฝ่ายค้านก่อน ถึงจะตัดสินใจ ว่าจะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ เพราะยังไม่ได้ฟังข้อมูลฝ่ายค้าน หรือยังไม่ได้ฟัง “อนุทิน” หรือรัฐบาลชี้แจง จะมาบอกก่อนว่า จะยกมือไว้วางใจ หรืองดออกเสียง คงไม่ได้
เป็นไปได้สูงที่ พรรคประชาชน ต้องออกแนวนี้อยู่แล้ว มันก็จะเป็นการสร้างแรงกดดันให้ “อนุทิน-พรรคภูมิใจไทย” เพราะไม่มั่นใจว่า สส.พรรคประชาชน จะเอายังไง
เว้นเสียแต่ พรรคประชาชนจะมีการแถลงข่าวหรือออกแถลงการณ์ในนามพรรคอย่างเป็นทางการ ก่อนการยื่นซักฟอกว่า “จะงดออกเสียง หรือพร้อมจะโหวตไว้วางใจให้อนุทินและรัฐบาล ก่อนมีการยื่นซักฟอก”
แต่เรื่องแบบนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับพรรคประชาชน ที่ห่วงเรื่อง “กระแส-ภาพลักษณ์” เพราะจะถูกโจมตีได้ว่า ยังไม่ทันยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่รู้เลยว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายอะไรบ้าง ก็มาชิงอุ้ม “อนุทิน-รัฐบาล” แล้ว ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับพรรคประชาชน…ในช่วงเลือกตั้ง
เว้นเสียแต่ จะมีเหตุผลบางอย่างไปประกอบ เช่น จำเป็นต้องชิงแสดงท่าทีก่อน เพื่อให้ความมั่นใจกับนายกฯ จะได้ไม่ชิงยุบสภาฯ ก่อนที่รัฐสภาจะโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่าง รธน.ฉบับใหม่ สำเร็จก่อน เพราะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอด ตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2562 มาคราวนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็จะสำเร็จแล้ว พรรคประชาชนจึงต้องการทำเรื่องนี้ให้ได้
แต่หากแรงกว่านั้นคือ พรรคประชาชนเกิดไปเอาด้วย ไปร่วมยื่นญัตติซักฟอก “อนุทิน-รัฐบาล” แบบนี้ก็ “จบเลย” เพราะลำพังแค่ สส.พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน รวมกัน 2 พรรค ก็เกินกึ่งหนึ่งของเสียงในสภาฯ แล้ว หากปล่อยให้อภิปรายได้ แล้วทั้งหมดโหวตไม่ไว้วางใจ “อนุทิน”
ก็จะทำให้ “อนุทิน” ตายคาสภาฯ กลายเป็นนายกฯ คนแรกที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะได้เสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ ก็จะมีมลทินการเมือง ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์การเมือง ทำให้มีปัญหาเรื่องจริยธรรมฯ ก็จะกลับมาเล่นการเมืองเป็นรัฐมนตรีอีกไม่ได้ ทำให้ “อนุทิน” ยอมไม่ได้ ต้องชิงยุบสภาฯ ก่อนมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ตรงนี้ก็อยู่ที่ “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” แล้วว่า จะเอาอย่างไรกับเรื่องการยื่นซักฟอก “นายกฯ-รัฐบาล” จะยื่นหรือประกาศยื่นญัตติ หลังรัฐสภาโหวตร่างแก้ไข รธน.วาระสาม ปลายเดือนธันวาคม เพื่อไม่ให้ “อนุทิน” ชิงยุบสภาฯก่อน…ดีหรือไม่ หรือจะประกาศหลัง 12 ธ.ค. จะชิงยื่นญัตติเลย ซึ่งหากเป็นแบบหลัง ก็มีโอกาสที่รัฐสภาอาจจะทำเรื่องแก้ไข รธน.เสร็จแค่วาระสอง ในช่วงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 8-10 พ.ย. แต่สุดท้าย ไปไม่ถึงวาระสาม เพราะมีการยุบสภาฯเสียก่อน ที่ทำมาทั้งหมด ก็เท่ากับ “เป็นศูนย์” โดน “ล้มกระดาน” ต้องไปเริ่มกันใหม่ หลังเลือกตั้งปี 2569 ที่ก็ยังไม่รู้ว่า…จะสำเร็จหรือไม่
เพราะรอบหน้า “กลุ่มสว.สีน้ำเงิน” ที่คุมเสียงในสภาสูง อาจไม่ยอมผ่านให้เหมือนรอบนี้อีกแล้ว เพราะอย่างที่รู้กัน ที่ “สว.สีน้ำเงิน” ยอมรอบนี้ ก็เพราะได้สัญญาณจาก “พรรคสีน้ำเงิน” ให้สนับสนุน ไม่เช่นนั้น โดนตีตกไปตั้งแต่วาระแรกแล้ว
ตรงนี้ “เพื่อไทย” ก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะผลักดันเรื่องแก้ไข รธน.มาหลายปี และพยายามเคลมการเมืองว่า ทำเรื่องนี้มาก่อนพรรคประชาชนเสียอีก และตอนนี้ถือว่าใกล้เสร็จแล้ว หากจะยอมเลื่อนการยื่นซักฟอกออกไปอีกสัก 2-3 สัปดาห์ จะดีกว่าหรือไม่ เพื่อไม่ให้การแก้ไข รธน.เสียเปล่า
สถานการณ์ทั้งหมด จึงไม่แปลกที่…ใครต่อใครจะบอกตรงกันว่า เรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” กำลังถูกจับเป็น “ตัวประกัน” แลกกับ “การซักฟอก” และเป็นศึกวัดใจ “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคประชาชน” อย่างแท้จริง ว่า…จะยอมแลกหรือไม่?
……………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย…“พระจันทร์เสี้ยว”






































