หน้าแรกCOLUMNISTSบทเรียนเวเนซุเอลาสู่พรรคการเมืองไทย ประชานิยมแข่งกันแจกแบบไร้รับผิดชอบ

บทเรียนเวเนซุเอลาสู่พรรคการเมืองไทย ประชานิยมแข่งกันแจกแบบไร้รับผิดชอบ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“เวเนซุเอลา” ที่กำลังจะถูกประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐฯ เข้ายึดครองนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งในละตินอเมริกา มีรายได้จากการขายน้ำมันจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รัฐบาลของ ประธานาธิบดี “ฮูโก ซาเวช” และต่อเนื่องถึงยุคของประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร” เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งคู่เลือกใช้ “นโยบายประชานิยม” ซื้อใจประชาชน 

นโยบายประชานิยมของรัฐบาลเวเนซุเอลา มีตั้งแต่การอุดหนุนราคาน้ำมัน ราคาอาหาร และค่าไฟฟ้า แจกเงินสดและสวัสดิการแบบไม่บันยะบันยัง มีนโยบายควบคุมค่าเงิน ขยายหน่วยงานภาครัฐและวิสาหกิจมากมาย จนเกินความจำเป็น โดยไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของภาคการผลิตแต่อย่างใด

ในช่วงแรก ๆ นโยบายเหล่านี้ ได้สร้างความนิยมทางการเมืองให้กับ “ฮูโก ซาเวช” และ “มาดูโร” อย่างมาก และยังยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเวเนซุเอลาในระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่ปัญหาคือ รัฐบาลใช้แหล่งรายได้จากน้ำมันเป็นแหล่งเงินหลักที่เป็นรายได้เข้าประเทศ โดยไม่สนใจกระจายฐานเศรษฐกิจไปยังภาคส่วนอื่น ๆ 

อีกทั้งรัฐบาลไม่เตรียมรับมือกับราคาพลังงานที่ผันผวน ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันตกลงอย่างรุนแรง รายได้รัฐก็หายไป แต่ภาระรายจ่ายยังคงอยู่ ทางออกของรัฐบาลต้องหันมากู้เงินและพิมพ์เงินแทน ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในระดับ “Hyperinflation” มูลค่าเงินแทบจะไม่มีค่า สินค้าขาดแคลนประชาชนต้องอพยพโยกย้ายหนีไปอยู่ประเทศอื่นเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เวเนซุเอลา ไม่ได้เกิดจากประชานิยมธรรมดาทั่วไป แต่เป็น “ประชานิยมที่ไร้ความรับผิดชอบ” ไร้กรอบการคลัง และไร้สถาบันถ่วงดุล การสร้างความนิยมด้วยนโยบาย ลด-แลก-แจก-แถม ประเคนให้จนประชาชนแทบสำลัก ทำให้เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาต้องล่มสลาย เพราะการช่วยเหลือประชาชนแบบไร้ขอบเขต ช่วยเหลือโดยไม่คิดถึงอนาคต จากประเทศเศรษฐี จึงต้องกลายเป็นประเทศยากจน…อย่างไม่น่าเชื่อ

มองดูบ้านเขาแล้วหันหันกลับมาดูบ้านเรา นโยบายประชานิยมในไทยมีมานาน 24 ปีแล้ว ยิ่งขณะนี้อยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ส่องกล้องดูนโยบายแต่ละพรรค ก็ยังคงเน้นหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม ลด-แลก-แจก-แถม เหมือนเดิมและอาจจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

จะว่าไปแล้ว ประเทศไทยย่อมไม่ใช่และไม่คล้ายเวเนซุเอลาแน่ ๆ เราไม่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาลเหมือนเขา แต่โชคดีไทยที่มีฐานเศรษฐกิจที่หลากหลายกว่ามาก ระบบการคลังและระบบราชการที่ยังเข้มแข็งกว่า มีความน่าเชื่อถือทางการเงินมากกว่า 

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ พรรคการเมืองที่แข่งขันกันเสนอนโยบายนับวันยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และไม่คำนึงถึงต้นทุนในแต่ละนโยบาย ตัวอย่างเช่น ในอดีต รัฐบาลที่แล้วมีนโยบายแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต คนละ 1 หมื่นบาท แจกวงกว้าง โดยไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย บางรัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้แทบทุกกลุ่มอาชีพ ประกันราคาหรือจำนำสินค้าเกษตรโดยไม่เน้นเรื่องการเพิ่มผลผลิต การพักหนี้หรือยกหนี้โดยไม่แตะโครงสร้างหนี้ การขยายสวัสดิการถ้วนหน้าโดยไม่มีแหล่งรายได้รองรับระยะยาว 

ข้ออ้างที่ได้ยินบ่อย ๆ มักจะบอกว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็จะมีนโยบายประชานิยม ลด-แลก-แจก-แถม ไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสำคัญกับ “นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ที่น่าห่วงเนื่องจากทุกวันนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะพุ่งกว่า 60% ต่อจีดีพี. ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19

แม้ตอนนี้ยังสถานะทางเศรษฐกิจยังของไทยไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่พื้นที่ทางการคลังลดลงอย่างชัดเจน ยิ่งประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ รายจ่ายด้านสาธารณสุข บำนาญ การดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตรงข้ามกับฐานผู้เสียภาษีกลับเติบโตช้าคนเสียภาษีน้อยลงเรื่อย ๆ

หาก “พรรคการเมือง” สร้างคะแนนนิยมด้วยการเลือกใช้นโยบายประชานิยม “แจกก่อน คิดทีหลัง” ภาระเหล่านี้จะไม่หายไปไหน จะถูกผลักภาระไปให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องรับแทนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาษีที่ต้องจ่ายสูงขึ้น งบการลงทุนในอนาคตลดลง หรือการบริการสาธารณสุขถดถอย ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผลพวงประชานิยมแบบมักง่ายของพรรคการเมือง 

ตัวอย่างในหลาย ๆ ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ประชานิยมเริ่มต้นด้วยเจตนาดี แต่ก็จบลงด้วยการพึ่งพาและล่มสลาย เมื่อรัฐเสพติดแจกมากขึ้น ประชาชนก็เกิดความเคยชิน รอของแจกจากรัฐอย่างเดียว ด้านนักการเมืองก็ไม่กล้าลดหรือเลิกนโยบาย กลัวเสียคะแนนนิยม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า ประเทศจะไปต่อไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเดินหน้าแจก ส่งผลให้ระะบบเศรษฐกิจต้องติด “กับดัก” การเติบโตต่ำ ผลิตภาพไม่เพิ่ม งบประมาณถูกใช้ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ๆ แทนการลงทุนในอนาคต 

“เวเนซุเอลา” เป็นตัวอย่างที่ดีและสะท้อนภาพชัดเจน เมื่อ “ประชานิยม” ผูกติดกับ “อำนาจทางการเมือง” สถาบันถ่วงดุลจะอ่อนแอลง นักเศรษฐศาสตร์ที่คอยท้วงติงถูกมองว่าไม่หวังดี จากประเทศที่เคยร่ำรวยกลายเป็นประเทศยากจนอย่างไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยอาจจะยังไม่เลวร้ายถึงขั้นเวเนซุเอลา แต่ก็ประมาทไม่ได้ สัญญาณเตือนเริ่มชัดขึ้นจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เศรษฐกิจโตต่ำเกือบจะรั้งท้ายเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน จีดีพี.เฉลี่ยไม่เกิน 3% เท่านั้น

แม้ “ประชานิยม” ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายทั้งหมด แต่ควรพุ่งเป้ากลุ่มเปราะบางจริง ๆ หรือหากจะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา ก็ควรทำช่วงสั้น ๆ มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ใช่ทำต่อเนื่อง จนกลายเป็นเอาเงินภาษีมาซื้อเสียง “สร้างคะแนนนิยม” อย่างที่กำลังทำกันอยู่ สิ่งที่ตามมา “ฐานะการคลัง” อ่อนแอ หนี้ท่วม เศรษฐกิจพัง ในที่สุด…ประเทศจะไปไม่รอด

…………………………….

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img