เสียงวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ ตามมา หลังเวทีปราศรัยใหญ่ของเพื่อไทย เมื่อหัวค่ำวันศุกร์ที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ ลานสยามพารากอน กับการที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย” (พท.) ปราศรัย…เปิดนโยบายใหม่เพื่อไทยกลางเวที ที่ใช้ชื่อว่า “นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท”
จะไม่ให้คนวิจารณ์กันขรมได้อย่างไร เพราะพิมพ์เขียวนโยบายนี้ มันคือ “ประชานิยม” หวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้งชัด ๆ

โดยที่ไม่ได้มีอะไรการันตีได้ว่า ทำได้จริงหรือไม่, จะทำกี่เดือน หรือจะทำกันทั้งปี และทำแล้ว จะเอางบประมาณมาจากไหน รวมถึงข้อกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ จะขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของประเทศรวมถึงรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.งบประมาณฯ หรือไม่ ทั้งหมด ไม่มีคำอธิบายจาก “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” บนเวทีดังกล่าว

สำหรับรายละเอียด นโยบาย “ขายฝัน” รอบล่าสุดของ “เพื่อไทย” สรุปคือ จะทำให้มีประชาชนได้รับสิทธิ์รวยวันละ 9 คนจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม แยกเป็น 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ
1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 1.7 ล้านครัวเรือน ไม่อยู่ในระบบทะเบียน
2.กลุ่มที่เสียสละเพื่องานสาธารณะประโยชน์ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)-อาสากู้ภัย -ทหารผ่านศึก ที่ขึ้นทะเบียน
3.ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
4.ประชาชนที่ยื่นภาษีเงินได้
“วิธีการก็คือคน 4 กลุ่มนี้ จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาท ทุกวัน-ทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท ส่วนอีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน จะมาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิต จากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจกจากใบเสร็จ จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด ส่วนผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้า สู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรี และจะมีลูกค้ามากขึ้น จากแรงจูงใจจากนโยบาย ทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันทีแก้ไขได้ตรงจุด เป็นนโยบายที่ทำให้ ทุกคนมี ‘ความหวัง’ ได้ในทุก ๆ วัน” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ
“หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ยังอ้างว่า นโยบายนี้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ผู้ถูกรางวัล ได้เงินทันทีโดยไม่มีขั้นตอนหรือข้อกำหนดเพิ่มเติม
ดูคร่าว ๆ เห็นได้เลยว่า เป็นนโยบายที่น่าจะมี “ช่องโหว่” ในทางปฏิบัติเกิดขึ้นมากมาย เช่น การที่รัฐบาลจะสุ่มแจกจากใบเสร็จทุกใบเสร็จ ทั่วประเทศ วันละ 5 ใบ ทำให้คนได้เงินวันละ 5 คน คนละ 1 ล้านบาท

คำถามคือ ใช้วิธีการอย่างไร มีระบบรองรับการออกใบเสร็จและตรวจสอบใบเสร็จหรือไม่ และที่สำคัญ…จะป้องกันการรั่วไหล การทุจริตได้อย่างไร เพราะยังไงต้องมีพวกหาช่องโหว่จ้องทุจริตแน่ เช่น การสวมรอยใบเสร็จ เพื่อหวังให้ได้เงิน แล้วนำมาแบ่งกัน แต่ฝ่าย “เพื่อไทย” ก็คงโต้ว่า ร้านค้าจะไม่ทำ เพราะการออกใบเสร็จมาก โดยไม่ได้มีการขายสินค้า หรือมีการทำธุรกรรมจริง แต่ระบบจะแสดงว่ามีรายได้ ถ้าร้านค้าร่วมสมยอม ก็จะต้องเสียภาษีมาก
อย่างไรก็ดี ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ “เพื่อไทย” ยังไงก็คงหาช่องมาวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อชี้ช่องโหว่นโยบายนี้ได้อยู่ดี เพราะดูแล้ว มีปัญหาแน่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการชี้ว่า เป็นนโยบายประชานิยม ที่เท่ากับ…นำเงินมาแจกวันละ 9 ล้านบาท หนึ่งเดือนก็ร่วม ๆ 270 ล้านบาท เท่ากับสร้างค่านิยม ให้คนไทย หวังแต่จะรวยทางลัด คอยลุ้นรวยวันละหนึ่งล้านบาท โดยมีการเอาคนบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ-กลุ่มทำงานอาสาสมัคร เช่น อสม.เข้ามาอยู่ด้วย ที่คงเพราะเพื่อลดแรงต้าน แต่มันก็คือ “ประชานิยม” ที่แจกเงินเป็นหลัก ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด
ที่สำคัญ…จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องงบประมาณตามมา อีกทั้งทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นประเทศที่ “เสพติดประชานิยม” ขนาดหนัก ถึงขั้นรัฐบาลต้อง “แจกเงินล้านให้ประชาชนทุกวัน”
อย่างไรก็ตาม พบว่า ฝ่าย “เพื่อไทย” ก็เล่นเป็น คือปราศรัยหาเสียงไป แต่จะไม่พูดเพื่อผูกมัดตัวเอง เช่น การไม่ลงรายละเอียดว่า จะทำเมื่อใด ทำตอนไหน และใช้เวลาในการเข้าไปทำกี่วัน หากได้เป็นรัฐบาล รวมถึงไม่บอกว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าใด และจะใช้เงินจากส่วนไหน ซึ่งการไม่ลงรายละเอียดแบบนี้ ก็เพื่อไม่ผูกมัดตัวเอง เพราะหากสุดท้าย “พรรคเพื่อไทย” ได้ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้ว “พรรคภูมิใจไทย” หรือ “พรรคประชาชน” โดยไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล “พรรคเพื่อไทย” ก็อ้างได้ว่า…ทำไม่ได้ เพราะเป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อพรรคแกนนำไม่เอาด้วย ก็ทำไม่ได้ ออกมุกนี้…ก็จบ

หากให้ประเมิน การที่ “พรรคเพื่อไทย” จุดพลุนโยบายดังกล่าว ก็เพื่อต้องการให้สังคมพูดถึง ทำให้คนจดจำ เกิดกระแสขึ้นมา จนมีผลต่อคะแนนเลือกตั้ง
มันก็คล้ายกับที่ตอนเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยก็เลือกปล่อยนโยบาย “ดิจิทัล วอลเล็ต” ในช่วงประมาณ 3-4 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง
กระนั้น หากต่อจากนี้ นโยบายดังกล่าวได้รับความสนใจ ก็อาจมีการขยายความมากขึ้นจากแกนนำเพื่อไทย เพื่ออธิบายว่า ทำได้จริงหรือไม่ และทำอย่างไร แล้วก็โต้ว่า ไม่ใช่ประชานิยม
แต่หากให้ประเมินว่า คนที่จะออกไปเลือกตั้ง จะขานรับนโยบายนี้หรือไม่ มองได้ว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยต่างเข็ดแล้วกับ “เพื่อไทย” ที่ตอนเลือกตั้งปี 2566 ขายไอเดียนโยบายสวยหรู “ดิจิทัล วอลเล็ต” แจกเงินคนไทยทุกคนคนละหนึ่งหมื่นบาท แต่สุดท้าย “เพื่อไทย” เป็นรัฐบาล 2 ปี…ก็ทำไม่ได้ ทำได้แค่แจก2 รอบ ให้กับ “ผู้สูงอายุ” และ “ผู้ถือบัตรคนจน” และที่สำคัญ แจกไป 2 รอบ ไม่ได้ทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจอย่างที่หาเสียง ยังสู้ “คนละครึ่งพลัส” ของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ที่อยู่มา 4 เดือนไม่ได้
ตรงนี้เชื่อว่า คนไทยเข็ดแล้วกับนโยบายเพื่อไทย ที่หาเสียงไว้แต่ทำไม่ได้ แค่ขายฝัน ขอคะแนนเสียง
ดังนั้นที่ “เพื่อไทย” โยนนโยบายประชานิยมแรง ๆ ออกมาแบบนี้ ก็เพื่อสร้างกระแส หวังคะแนน ในช่วงเข้าโค้งสุดท้ายการหาเสียง ซึ่งไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ “กระแส-คะแนน” ยังตามหลัง “พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย” จึงต้องใช้กลยุทธ์ที่จะทำให้ไล่กวดได้ จะได้ไม่ถูกทิ้งห่างมากเกินไป
เลยเล่นโยน “ประชานิยมแรง ๆ” แบบนี้ออกมา ส่วนว่า…หาเสียงไปแล้ว ทำได้หรือไม่ได้ ขายฝันหรือไม่ ค่อยไปแก้ตัว แก้ปัญหาหน้างาน เอาหลังเลือกตั้ง เหมือนที่เคยทำตอนดิจิทัลวอลเล็ต นั่นเอง!
…………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















