หน้าแรกCOLUMNISTS“คนป่วยแห่งเอเซีย” ในมือ“หมอหนู-ศุภจี-เอกนิติ”

“คนป่วยแห่งเอเซีย” ในมือ“หมอหนู-ศุภจี-เอกนิติ”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ตอนนี้รู้ผลอย่างเป็นทางการแล้วว่า ผลการเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นโดยมี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เป็นดรีมทีม

หลังเลือกตั้งทุกครั้ง ประเทศไทยมักจะเริ่มต้นด้วย “ความหวัง” แต่ “เศรษฐกิจไทย” ก็ยังเริ่มต้นด้วยคำว่า “ติดอยู่ที่เดิม” ยิ่งเมื่อเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ดูสารคดีของ “สำนักข่าวบลูมเบิร์ก” ที่พูดถึงประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมา คำอธิบายที่เจ็บและชัดที่สุดคือ “ประเทศไทยไม่ได้ไปไหน ยังย่ำอยู่กับที่ เพราะ “ระบบการเมืองไทย” ที่ฉุดรั้งไม่เคยปล่อยให้ประเทศไปไหนจริง ๆ”

ครั้งหนึ่งประเทศไทย เคยถูกจับตามองว่า เป็นดาวรุ่งของเอเซียในช่วงราว ๆ ปลายทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจไทยตอนนั้นจีดีพี.โตปีละ 8-9% แต่วันนี้ตัวเลขจีดีพี.เฉลี่ยเหลือราว ๆ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด

คำถามคือ…เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แถวหน้าในอาเซียน แต่วันนี้ต้องมาอยู่รั้งท้าย

คำตอบที่ได้จาก “สารคดีบลูมเบิร์ก” ไม่ได้ซับซ้อนและไม่ได้อ้อมค้อมแต่อย่างใด ปัญหาไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง ไม่ใช่ไม่ทำงานหนัก แต่เป็นเพราะ การเมืองไทยไม่นิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ และไม่เอื้อต่อการพัฒนาในระยะยาว

ในห้วงเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี บ่อยกว่าการเปลี่ยนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการรัฐประหารถึง 13 ครั้ง และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปแล้วกว่า 20 ฉบับ

ในสายตาของนักลงทุนนี่ไม่แค่ “ปัญหาการเมือง” แต่คือสัญญาณว่า กติกาอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา นโยบายวันนี้ถึงพรุ่งนี้อาจไม่ใช่ ไม่มีความแน่นอน ความต่อเนื่องจึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจเปลี่ยนจากการเลือกตั้ง หรือจากอำนาจนอกระบบได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือประเทศต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เคยถึงปลายทางซักที

เมื่อการเมืองไม่เสถียร เศรษฐกิจต้องพึ่งพาทางลัด ไทยจึงเลือกพึ่งการท่องเที่ยวมากเกือบ 1 ใน 5 ของจีดีพี. แต่เครื่องยนต์การท่องเที่ยวที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีจุดอ่อนตรงที่มีความเปราะบางสูง ซึ่งในช่วงปกติ อาจดูดี แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด พิสูจน์แล้วว่า โครงสร้างแบบนี้เปราะบางแค่ไหน นักท่องเที่ยวหาย รายได้หด เศรษฐกิจก็สะดุดทันที ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตของไทย กลับไม่สามารถขยับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงได้ทันโลก เรายังผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิที่ใช้แรงงาน ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีนวัตกรรม ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

ที่ผ่านมา…ปัญหาไม่อยู่ที่ไทยไม่มีโรงงาน แต่อยู่ที่ “ไทยไม่มีระบบที่เอื้อการแข่งขันอย่างแท้จริง” ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ยัง “ถูกผูกขาด” โดย “ตระกูลมหาเศรษฐี” ไม่กี่กลุ่ม ข้อมูลจาก “บลูมเบิร์ก” ชี้ว่า “คนรวยที่สุด 10% ถือครองทรัพย์สินเกือบ 70% ของประเทศ” โครงสร้างแบบนี้ ทำให้ “ผู้เล่นหน้าใหม่” เติบโตยาก  นวัตกรรมเกิดช้า รวมถึงเศรษฐกิจขาดแรงผลักจากการแข่งขัน

เมื่อการแข่งขันไม่มีจริง รายได้ไม่กระจายและเมื่อรายได้ไม่กระจายคนส่วนใหญ่ต้องพึ่งหนี้ หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งขึ้นมาราว 90% ของจีดีพี.สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเซีย หนี้ระดับนี้ไม่ได้แค่ลดกำลังซื้อ แต่ยังขโมยอนาคตเพราะคนเป็นหนี้สูงไม่สามารถลงทุนกับการศึกษา ทักษะใหม่หรือความเสี่ยงใด ๆ ได้

รัฐบาลใหม่ ๆ ที่ขึ้นมา ก็มักจะตอบโจทก์นี้ด้วยการ “อัดฉีด” แจกเงิน หรือประคองระยะสั้น ๆ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ไม่ทรุดทันที แต่ก็ไม่เคยแก้โครงสร้าง ที่ทำให้คนต้องเป็นหนี้ตั้งแต่แรก เศรษฐกิจไทยจึงเหมือนคนไข้ ที่ได้รับยาแก้ปวดตลอดเวลา แต่ไม่เคยผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันประเทศกำลังเผชิญวิกฤติแรงงานอย่างเงียบ ๆ ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบ “แก่ก่อนรวย” วัยแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2019 และจะลดลงต่อเนื่องปีละประมาณ 1% นี่ไม่ใช่เรื่องอนาคตอันไกลแต่เป็นปัญหาปัจจุบัน

ในจังหวะที่โลกกำลังแข่งขันด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ไทยกลับผลิตวิศวกรได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทักษะภาษาอังกฤษยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ การดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจึงไม่เกิด แม้แรงงานราคาถูก แต่โลกวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่แรงงานต่ำอีกต่อไป

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงและมาขมวดเป็นปมเดียวคือ การเมืองไทยหมุนรอบเอาชนะกันในระยะสั้น ๆ รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่เคยอยู่ครบเทอม ขณะที่การพัฒนาประเทศต้องใช้ความต่อเนื่อง รัฐบาลมีเสถียรภาพและกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับประเทศ

รัฐบาลใหม่หลังลือกตั้ง อาจมีเจตนาดี มีพลัง และมีความหวัง แต่กำลังทำงานอยู่ในระบบ ที่ออกแบบมาให้เปลี่ยนง่าย สะดุดง่าย และไม่เคยให้คิดได้ทำงานยาว ๆ อย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญ…รัฐบาลใหม่จะกล้าปรับโครงสร้างอำนาจ ลดการผูดขาด และสร้างกติกาที่มั่นคงพอ ให้เศรษฐกิจเดินเองได้หรือไม่ หากการเมืองยังเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ครั้งประเทศไทยก็ยังจะอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน ขณะทีประเทศเพื่อนบ้านเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ จนไทยเราถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเซีย”

บทเรียนจาก “บลูมเบิร์ก” คือกระจกสะท้อนชัดว่า หากไม่แก้ที่ระบบ ประเทศนี้จะยังไปไม่ถึงไหน เคราะห์กรรมก็จะตกอยู่ประเทศไทยและคนไทยอีก 90% อย่างมิอาจปฏิเสธได้ งานนี้พิสูจน์ทีมผ่าตัดของ “หมอหนู-ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” จะเอาอยู่หรือไม่ “คนป่วยแห่งเอเซีย” ที่ชื่อประเทศไทย จะฟื้นหรือจะทรุดหนักกว่าเดิม คงต้องจับตาดูกันต่อไป

…………………………………..

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img