DITP เผยผลสำรวจแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์ในออสเตรียพบคนนิยมเลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวหรือลูก ทุ่มไม่อั้นกับอาหาร การแต่งตัว รักษาพยาบาล ชี้เป้าไทยวางแผนขยายตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยง เน้นเจาะตลาดพรีเมียม อาหารเพื่อสุขภาพลดการแข่งขันกับรายใหญ่ และควรใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเจาะเข้าสู่ตลาด
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.จุฬาลักษณ์ เข็มทอง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ออสเตรีย ถึงการสำรวจเทรนด์ “Fur Babies” ที่ผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Millennials) ปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวหรือลูก (Pet Humanization) โดยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งอาหารสุขภาพ การแต่งตัว และการรักษาพยาบาล ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโอกาสในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงของไทยเข้าไปจำหน่าย
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเข้ามาครองพื้นที่บนชั้นวางในร้านค้าปลีกของออสเตรียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหลายคนมองว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อนแก้เหงา แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว อีกหนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมและประชากร
โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์แนวโน้มสังคม ระบุว่า คนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ทั่วออสเตรียมีค่านิยมการแต่งงานและสร้างครอบครัวที่ช้าลง รวมถึงความต้องการมีบุตรที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง (Low birth rate) สวนทางกับความต้องการมีสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันทั่วออสเตรียมีจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เป็นแมวสูงถึงประมาณ 2 ล้านตัว สุนัขประมาณ 800,000 ตัว และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ กว่า 750,000 ตัว โดยมากกว่า 40% ของครัวเรือนในออสเตรียจะมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย 1 ตัว

นอกจากนี้ กระแส Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนลูกคนหนึ่ง ทำให้เจ้าของยินดีจ่ายเงินเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพสูงสุดให้กับลูกรักสี่ขาของตน ส่งผลให้ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงรวมถึงอาหารประเภทพรีเมียม และอาหารเฉพาะทาง (Therapeutic food) ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาสุขภาพเฉพาะทางของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะเติบโตขึ้นราว 3.4% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่ามูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในออสเตรียจะพุ่งสูงถึงกว่า 631 ล้านยูโร (ประมาณ 24,000 ล้านบาท) ภายในปี 2028
ทั้งนี้ ออสเตรียมีการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากเยอรมนีเป็นหลัก โดยในปี 2024 มีมูลค่านำเข้าเฉพาะสินค้าอาหารสุนัขและแมวจากเยอรมนีสูงถึงกว่า 307 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับแบรนด์ที่ครองตลาดและได้รับความไว้วางใจจากชาวออสเตรีย ได้แก่ Mars Petcare ภายใต้แบรนด์ชั้นนำอย่าง Pedigree, Royal Canin และ Whiskas Nestlé Purina แบรนด์ยอดนิยมอย่าง Felix และ Gourmet แบรนด์ท้องถิ่นและ Private Label เช่น สินค้าจาก Fressnapf (ผู้นำด้านร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงในออสเตรีย) และแบรนด์ของ Austria Pet Food GmbH
นางสาวสุนันทากล่าวว่า ทูตพาณิชย์ยังให้ข้อมูลอีกว่า ตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีการซื้อขายออนไลน์ และความใส่ใจเรื่องสุขภาพของสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เจ้าของหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไร้สารกันเสีย และสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยการเติบโตนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มสุนัขและแมวเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่กลุ่มสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก เช่น กระต่าย และนก ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือพาร์ตเมนต์กลางกรุงเวียนนาและเมืองใหญ่ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์เลี้ยงกลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดธุรกิจหนึ่งในภาคการค้าปลีกของออสเตรีย ณ ขณะนี้
“ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในออสเตรียยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยที่มีการส่งออกไปตลาดยุโรปอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสหภาพยุโรปได้อย่างเคร่งครัด อาจพิจารณาขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพและพรีเมียมในออสเตรีย โดยเจาะตลาดผ่านกลุ่มสินค้าเฉพาะทาง (Niche) เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเฉพาะทาง (Therapeutic food) และอาหารสูตรพรีเมียม เพื่อลดการแข่งขันกับแบรนด์รายใหญ่ในตลาด Mass โดยการเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดผ่านการรับจ้างผลิต (Private Label) ให้กับห้างค้าปลีก หรือการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เฉพาะกลุ่ม เช่น Zooplus.at จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดได้รวดเร็วและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดในระยะทดลองตลาดให้กับสินค้าไทยได้”นางสาวสุนันทากล่าว
ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM




















