ในปี 2568 แม้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือ 15.2% แต่ก็มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อนหน้า
สาเหตุจากปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก ทั้งการใช้พลังงานของประเทศลดลง และราคาน้ำมันเฉลี่ยลดลง ปีนี้ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป ราคาน้ำมันดิบยังอ่อนตัวปีนี้ OR คาดว่า จะลดเหลืออยู่ที่ 60-64 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรลจากปีก่อนเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ รวมถึง ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ OR คิดจะปักธงการลงทุนที่นั่น
หลังจากเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่างๆ ทำให้ OR ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้ง 3 pillars ทั้งกลุ่ม Mobility, Lifestyle และ Global โดย OR จะหันมาเน้นธุรกิจ Lifestyle มากขึ้น ในส่วนธุรกิจใหม่ที่ OR กำลังขับเคลื่อนและกำลังเป็นที่จับตามองคือ ธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ที่ทำร่วมกับ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL

โดยให้บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) บริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) และเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% แผนสร้างโรงแรมออกมาแล้วนำร่องทำเลทอง 6 แห่ง ที่กรุงเทพ ชลบุรี กาญจนบุรี ภูเก็ต หาดใหญ่ อยุธยา อยู่ใน PTT Station 5 แห่งและนอกปั๊ม 1 แห่ง มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท Modulus ลงทุน 346 ล้านบาท ที่เหลือเป็น CENTEL ซึ่งจะได้เห็นโฉมหน้าโรงแรมกลางปี 2570

OR จะได้อะไรจากการทำธุรกิจโรงแรม หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR มองว่า “นักท่องเที่ยวที่มาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 33 ล้านคนในปีที่แล้ว ปีนี้จะเพิ่มอีกเป็น 35 ล้านคน เป็นโอกาสสำคัญที่ OR จะทำธุรกิจบริการรองรับ และลูกค้ากลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและยอดขายให้กับธุรกิจ Non-Oil ไม่ว่าจะเป็นร้าน Café Amazon ที่จะต้องปรับตัวตามมีเมนูอาหารเสิร์ฟรองนักท่องเที่ยวที่มาพักให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มยอดขายร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ร้าน Otteri wash & dry และเพิ่มยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงในปั๊ม เนื่องจากโรงแรมจะเป็นทำเลที่เน้นเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นหลัก”
ส่วนโรงแรมที่ตั้งนอกปั๊ม “สุชาติ ระมาศ” ผู้อำนวยการใหญ่ OR ระบุว่า ทำเลนอกปั๊ม ไม่ได้ใกล้ปั๊มปตท.แต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นทำเลทองที่น่าทดลองลงทุน โดย CENTEL จะเป็นผู้เลือกทำเลจากความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้มากกว่า

“ปั๊มปตท.มีอยู่ 2,768 แห่ง เป็นของดิลเลอร์ 80% ซึ่งแต่ละรายมีศักยภาพ เรียกว่าเป็นเศรษฐีของท้องถิ่น และมีที่ดินในมือจำนวนมาก หลายแห่งเป็นทำเลทอง ตอนนี้ก็มาคุยกับเราหลายรายที่อยากให้พัฒนาเป็นโรงแรมทั้งเป็นโรงแรมในปั๊มซึ่งหลายแห่งก็อยู่ในเมือง และนอกปั๊ม ส่วนชื่อโรงแรมจะต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะใช้ชื่อไหน” แน่นอนว่า ต้องติดหูลูกค้า แต่แน่จะอยู่ในตลาดเดียวกับ “HOP INN” ที่กำลังรุกตลาดโรงแรมอย่างรวดเร็ว
“ราชสุดา รังสิยากูล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการพิเศษ OR ให้รายละเอียดว่า โรงแรมทั้ง 6 แห่งที่จะทำจะมีห้องรวมกัน 70-80 ห้อง ค่าก่อสร้างห้องละราวๆ 1 ล้านบาท ราคาห้องพักอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อคืน ซึ่งจะเปิดในกลางปี 2570 จากนั้นเราจะมาประเมินว่าจะไปต่อได้หรือไม่ หากไปต่อมีแผนจะขยายไปทั่วประเทศ
นอกจากธุรกิจใหม่อย่างโรงแรมแล้ว ธุรกิจ Lifestyle ที่ทำอยู่แล้ว ก็ต้องปรับตัวด้วย หม่อมหลวงปีกทอง ย้ำว่า เพื่อมาทดแทนการลงทุนต่างประเทศที่ลดลง จากความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นใน 3 เรื่อง คือ ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันที่ผันผวน รวมถึงปริมาณน้ำมันที่อาจลดลงจากการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2.ข้อจำกัดในการเติบโตทางเศรษฐกิจ หนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบกับความสามารถในการซื้อสินค้าและความต้องการใช้น้ำมัน 3.พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและการเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วของสินค้าและบริการ รวมถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค
ความเสี่ยงที่ในรูปแบบต่างๆที่เข้ามา ขณะที่ OR ยังต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจ Lifestyle ซึ่งเป็นธุรกิจหลักในตอนนี้ที่ OR โฟกัส โดยตั้งเป้าหมายแบบท้าทายที่จะเพิ่มกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการในปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 3.9 ล้านคนเป็น 5 ล้านคนในปี 2573 ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจ Oil และ Non–Oil ที่คู่แข่งบางเจ้ากำลังรุกหนัก ดังนั้นการทำแบบเดิมอาจไม่รอด OR ต้องมีอะไรเหนือกว่า

หม่อมหลวงปีกทอง บอกว่า การเพิ่มกลุ่มลูกค้านั้น นอกจากจะทำได้ด้วยการขยายปั๊มแล้ว ต้องดึงดูดให้คนซื้อสินค้าและบริการในปั๊มเพิ่มขึ้นด้วย การทำโรงแรมในปั๊มก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมาตอบโจทย์ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ต้องปรับสินค้าและบริการของเราให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุม โดยเฉพาะการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Station PluZ ในปั๊มปตท.อีกแรงดึงดูดลูกค้าให้อยู่ในปั๊มได้นานกว่าหรือราวๆ 30-45 นาที ปัจจุบัน OR มีอยู่ 2,931 หัวจ่ายใน 1,349 จุด มีสัดส่วนในตลาดมากที่สุดหรือกว่า 50% มีลูกค้ามาใช้บริการกว่า 30,000 คนต่อวัน

ส่วนเจ้าตลาดกาแฟอย่าง ร้าน Café Amazon ก็ต้องขยายเครือข่ายโดยจะทำให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดซัพพลายเชน ทั้งเมล็ดกาแฟ ระบบคั่ว จนถึงการจัดการคลัง ที่สำคัญ คือจะให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงโดยใช้ฐานข้อมูลจากแอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) ซึ่งปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชีตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2573
แผนของ OR ใช้เงินลงทุนไม่น้อยในแผน 5 ปี ( 2569-2573) ลงทุนรวม 58,000 ล้านบาท เป็น Mobility 65.2%, Lifestyle 16.8% และ Global 12% และ Innovation & New Business 6% เฉพาะในปีนี้จะลงทุน 18,700 ล้านบาท เป็น Mobility 10,300 ล้านบาท หลักๆใช้ขยายปั๊ม 89 แห่ง และเพิ่มหัวจ่าย EV Station PluZ อีก 386 หัวใน 160 ทำเล ส่วน Lifestyle ขยายร้าน Café Amazon อีก 280 สาขาจากปัจจุบัน 5,036 แห่ง ส่สำหรับธุรกิจ Innovation & New Business ลงทุน 2,700 ล้านบาท
ทางด้าน Global ลงทุนน้อยที่สุด 1,400 ล้านบาท เป็นปั๊ม PTT Station 19 แห่ง และร้าน Café Amazon 31 แห่ง รายได้ที่ได้จากการลงทุนต่างประเทศหลักๆตอนนี้มีไม่กี่ประเทศ มาจากฟิลิปปินส์ 54.9% กัมพูชา 25.1% และสปป.ลาว 20%
หม่อมหลวงปีกทอง บอกว่า ความเสี่ยวต่าง ๆ ทำให้เราต้องลดการลงทุนต่างประเทศ และหันมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ประเทศที่มีปัญหาก็ชะลอไปก่อน แต่ก็ยังไม่ทิ้งแผนการลงทุนต่างประเทศ อยู่ระหว่างการดูในรายละเอียดรายประเทศ และเลือกประเทศที่เราสามารถเดินหน้าการลงทุนได้ ซึ่งแต่ละประเทศต้องมียุทธวิธีในการลงทุนแตกต่างกันไป เพราะบางประเทศเข้ายาก แต่เมื่อเข้าไปแล้วมีเสถียรภาพในการลงทุน บางประเทศเข้าง่าย แต่มีความไม่แน่นอน

“บางประเทศมีต้นทุน ก็ไม่คุ้มที่จะอยู่ต่อไป เราก็ออกมาก่อน อย่างในกัมพูชา ครึ่งปีแรก 2568 ยังเป็นฮีโร่ในการลงทุนของเราอยู่เลย เมื่อสองประเทศรบกันยอดขายย่อมตกลง คนกัมพูชาใช้บริการลดลงเหลือไม่ถึง 40% เมื่อเทียบก่อนเกิดเหตุ ดังนั้นเราต้องหาข้อสรุปภายในกลางปีนี้ โดยออกมาจากการลงทุนแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด หากเราออกมาช้าก็กินเงินเราไป หากออกมาเร็วไปก็ไม่ดี อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจเปลี่ยนได้ชั่วข้ามคืนเหมือนกัน วันดีคืนดีตีกันได้ พรุ่งนี้ก็อาจดีกันได้ ”
ตอนนี้ OR วางแนวทางในการตัดสินใจการลงทุนที่กัมพูชาแบบนับถอยหลังไว้ 3 Step Step 1 ลดการลงทุน Step 2 ลดต้นทุน ถ้าไม่ได้ผลก็เข้าสู่ Step 3 คือ ถอนการลงทุน ทั้งนี้ OR เคยมีปั๊มอยู่ 190 แห่ง เป็นของดิลเลอร์ ซึ่งทยอยเลิกไปใช้แบรนด์อื่นเหลือ 100 แห่ง เป็นปั๊มที่ OR ลงทุนเอง 15 แห่ง ทั้งนี้ทบทวนการลงทุนในกัมพูชาเป็นเรื่องปกติ เพราะรายได้จาก Global ปี 2568 ที่ 46,586 ล้านบาทลดลงไป 33 % เทียบจากปีก่อนหน้า ซึ่งหลักๆมาจากยอดขายน้ำมันในกัมพูชาที่ลดลง ไม่ใช่แค่ลดลงวันนี้ อนาคตก็เสี่ยงมากเกินกว่าที่จะบุกลงทุนต่อเนื่อง เพราะไม่ใครกล้าฟันธงว่า แบรนด์ OR ในสายตาคนกัมพูชาในวันนี้และระยะยาวจะเป็นอย่างไร
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)





















