ในระหว่างที่ ประเทศไทย ยังไม่มีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง เพราะต้องรอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ก็มี “รัฐบาลรักษาการ” ทำหน้าที่ไปพลาง ๆ ก่อน ยังไม่รู้ว่า จะเรียบร้อยเมื่อไหร่ อีกนานแค่ไหน
ตอนนี้ประเทศไทยเท่ากับอยู่ในสภาพสุญญากาศ เป็นห้วงเวลาเดียวที่ประเทศสหรัฐฯ มีคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯกรณีที่ฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) เกินขอบเขต
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ออกมา ก็ไม่ได้ทำให้ “สงครามการค้า” สงบลง ตรงข้ามอาจจะกลายเป็นการ “เปิดฉากยกที่สอง” และอาจจะหนักกว่าเดิม
เมื่อ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ตอบโต้คำสั่งดังกล่าวทันที ด้วยการประกาศว่า จะขยับไปใช้อำนาจตาม Trade Act of 1974 มาตรา 122 ประกาศเก็บภาษีทุกประเทศ หรือ Global Tariff 10% ก่อนที่อีกวันต่อมาจะยกระดับเป็น 15% ภายในกรอบ 150 วัน พร้อมส่งสัญญาณใช้มาตรา 301 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบัญญัติทางการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) กับประเทศคู่ค้ารายอุตสาหกรรม
นั่นหมายความว่า “เกมภาษีของทรัมป์” ยังเดินหน้าต่อไป แค่เปลี่ยนไปใช้ “กฏหมายอื่น” แทนสถานการณ์จึงอาจจะหนักกว่าเดิม

อันที่จริง “ภาษี” ไม่ใช่แค่เครื่องมือเจรจาต่อรองเท่านั้น แต่เป็นกลไกปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่ออัตรากลางถูกยกขึ้นมาเป็น 15% ประเทศที่เคยได้แต้มจากโครงสร้างภาษีตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariff เดิม เช่นสิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ที่เคยดีลได้อัตรา 10% ก็ต้องเสียอัตรา 15% เท่ากับประเทศอื่น ๆ ทำให้ 2 ประเทศนี้สูญเสียความได้เปรียบทันที ส่วนไทยที่เคยเสีย 19% ก็จะเสีย 15% ถือว่า ได้ประโยชน์บ้างนิดหน่อย
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญอยู่ที่…การจะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างภาษีใหม่จากกฏหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่และเมื่อถึงจุดนั้น ภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ เก็บได้ อาจจะมากกว่าที่เก็บอยู่ขณะนี้ หมายความว่า ภาระที่เกิดขึ้น จะหนักหน่วงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อย่าลืมว่า “ภาษีนำเข้า” คือ ภาษีที่จะกระทบต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ ในที่สุด ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาอยู่บนโต๊ะ ขณะที่บริษัทข้ามชาติเร่งกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง การลงทุนโดยตรงอาจจะไหลเข้าสู่ประเทศที่ถูกมองว่า “ปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์” มากกว่า “ต้นทุนต่ำที่สุด” โลกกำลังเคลื่อนจากประสิทธิภาพเชิงต้นทุนไปสู่ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์
คำถามสำคัญคือ “ไทย” อยู่ตรงไหนบนกระดานนี้ ทั้งนี้สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย หากภาษีที่ใช้กับทุกประเทศ 15% ถูกใช้ครอบคลุมกว้างขึ้น
ถ้าสินค้าส่งออกของไทยจัดอยู่ในกลุ่มสอบสวนมาตรา 301 ตามที่ “ทรัมป์” จะนำมาใช้ สินค้าเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยอาจถูกกระทบโดยตรง ความสามารถในการแข่งขันที่เคยอาศัยต้นทุนและความยืดหยุ่นของผู้ประกอบการอาจไม่เพียงพอ อีกต่อไป
แต่ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส หากบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีน ที่ถูกเพ่งเล็งต้องการลดความเสี่ยง ไทยอาจจะกลายเป็นจุดหมายของกระแส Chaina+1 ก็ได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ความพร้อมเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น โลจิสติกส์ พลังงาน ทักษะแรงงาน และความชัดเจนนโยบาย หากไทยปรับตัวช้า โอกาสก็จะไหลไปเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนทันที

นี่เป็น “บททดสอบรัฐบาลใหม่” อย่างแท้จริง อย่าลืมว่า “สงครามการค้า” เป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค ที่จะกระทบค่าเงินบาท การส่งออกและตลาดทุนโดยตรง รัฐบาลไม่อาจตั้งรับแบบรอดูสถานการณ์ แต่ต้องเดินเกมเชิงรุกในสามมิติพร้อม ๆ กัน
มิติแรก กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ ต้องสื่อสารกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับรัฐและเอกชน ยืนยันความโปร่งใสด้านมาตรฐานและโครงสร้างทุน หากถูกสอบสวน ต้องมีข้อมูลตอบโต้ทันที การวางเฉยเท่ากับยอมให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยปริยาย
มิติที่สอง คือ การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออก โดยใช้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้เต็มศักยภาพ การเร่งเขตเสรีการค้าหรือ FTA และการเปิดตลาดใหม่ ๆ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีนมากเกินไป
มิติที่สาม คือ การเร่งยกระดับขีดความสามารถในประเทศ ตั้งแต่สิทธิประโยชน์การลงทุนที่ชัดเจน การลดขั้นตอนราชการ ลดการคอร์รัปชัน และระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะข้อกล่าวหาการค้าไม่เป็นธรรม มักเริ่มจากความไม่โปร่งใส
เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลต้องทำงานประสานกับ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลสภาพคล่องการส่งออกและป้องกันแรงกระแทกอย่างฉับพลัน จากความผันผวนของเงินทุนและค่าเงินในช่วงที่โลกตึงเครียด
“สงครามการค้าโลกยกที่สอง” จึงไม่ใช่เรื่องของ “ตัวเลขภาษี” อย่างเดียว แต่คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ในแบบที่กฏหมายภายของประเทศมหาอำนาจถูกใช้เป็นอาวุธ ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าการส่งออก ย่อมโดนหางเลขอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
บทบาทของ “รัฐบาลใหม่” จึงไม่ใช่แค่ “บริหารไปวัน ๆ” เช่นแต่ก่อน ภารกิจสำคัญคือการวางตำแหน่งประเทศบนกระดานโลกใบใหม่ให้ชัดเจน ว่าเราจะเป็น “ผู้เล่นที่มีทางเลือก” หรือ “ผู้ได้รับผลกระทบแบบไม่ทางสู้”
งานนี้คงได้พิสูจน์ฝีมือดรีมทีม “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี” ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจนี้โดยตรง
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















