หน้าแรกCOLUMNISTS“ธรรมนัส”ลุ้น-พลิกเกมหนุน“พรรคส้ม” ดัน“เท้ง”นายกฯ-ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

“ธรรมนัส”ลุ้น-พลิกเกมหนุน“พรรคส้ม” ดัน“เท้ง”นายกฯ-ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เชื่อว่า…เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทย แสง…ที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ “ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม” (กธ.) อยากเห็นมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “แสงสีน้ำเงิน” หลังจากได้เห็น “แสงสีเขียว” ระหว่างเดินทางพักผ่อนที่ประเทศฟินแลนด์

เพราะถือเป็นสัญญาณที่มีความหมาย ซึ่งอาจหมายถึง “พรรคกล้าธรรม” จะไม่ถูกผลักออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพพรรคฝ่ายค้าน

อย่าลืม “สีน้ำเงิน” ถือเป็นสีประจำ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง “พรรคสีเขียว-กล้าธรรม” น่าจะเป็นพรรคแรก ที่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล เพราะถือเป็นพรรคลำดับต้น ๆ ที่แยกตัวออกจาก “พรรคเพื่อไทย” (พท.) แล้วมาสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก 

แม้กระทั่งช่วงระหว่างมีการเลือกตั้ง ก็มีข่าวทั้ง “ภท.” และ “กธ.” ก็เป็น “พันธมิตร” กัน มีการหลบหลีกกันในบางพื้นที่ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา…กลับมีข่าวบางพื้นที่ “กธ.” ผิดสัญญา ส่งผู้สมัครทับซ้อนกับ “ภท.” ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้

จนทำให้ “ผู้มากบารมีของพรรคสีน้ำเงิน” ไม่พอใจ แม้จะมีคำชี้แจงบางพื้นที่ “บิ๊กต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เป็นคนดูแลอยู่ แต่ก็ไม่ทำให้ “ผู้มากบารมีในพรรคสีน้ำเงิน” หายคลางแคลงใจ จนมาแสดงออกภายหลังการเลือกตั้ง และในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล

เพราะจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ประกอบด้วย “พท.” และพรรคขนาดเล็ก รวมแล้วกว่า  300 เสียง จะมาร่วมแถลงข่าวที่ “ภท.” โดยไม่มีเทียบเชิญ

แม้จะมีคำชี้แจงจาก “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. ที่ระบุว่า “พรรคการเมืองต่าง ๆ ประสงค์มาร่วมแถลงข่าวสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ” แต่ในระหว่างแกนนำพรรค พท. เดินทางมา ร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล กับพรรคสีน้ำเงิน หัวหน้าพรรค ภท. ระบุว่า “เป็นคนเชิญอดีตแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล มาแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล”

นั่นหมายความว่า เป็นการพูดขัดแย้งกันเอง คำถามคือ ทำไมถึงไม่มีการเชิญพรรคกล้าธรรมมาร่วมแถลงข่าว หรือต้องการกดดันให้ยอมคายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้อยู่ในความดูแลของ “ศุภจี สุธรรมพันธ์” ว่าที่รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เพื่อทำให้กระบวนการผลิตสินค้า และการส่งออกไปไปในแนวทางเดียวกัน

หรือแม้กระทั่งข่าวที่ออกมาว่า ไม่ต้องการให้ “ร.อ.ธรรมนัส” รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะมีความชัดเจนแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัย

โดยมีข่าว แกนนำ ปชป. จะใช้ประเด็นมีภาพ “ผู้กองคนดัง” พบปะกับ “นักธุรกิจฉาวชื่อดัง” ที่ถูกกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับ “สแกมเมอร์” โดยระบุว่า “เป็นการคบค้าสมาคม กับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย และมีข้อกล่าวหา”

ก่อนหน้านั้น ในระหว่าง “ร.อ.ธรรมนัส” ดำรงตำแหน่งใน ครม. “รัฐบาลนายกฯอนุทิน 1” แต่ด้วยเป็นช่วงสั้น ๆ เลยไม่มีใครยื่นร้องศาล รธน. ให้ตรวจสอบคุณสมบัติ แม้ว่า “ร.อ.ธรรมนัส” จะอ้างว่า เคยรอดจากคำวินิจฉัยของศาล รธน. เมื่อปี 62 แต่ครั้งนั้นเป็น “คำร้อง” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “จริยธรรม” แต่เป็นเรื่องที่ศาลต่างประเทศสั่งจำคุก

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มีข่าว บรรดาแกนนำ ภท. จะวิตกกังวลถึงสถานะของนายกฯ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบ จากคำร้องเรื่องจริยธรรมของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งประกาศตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล ที่ยืนยันจะดำเนินการแน่ ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะ “พรรคกล้าธรรม” เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง สส.พื้นใต้ จนทำให้ สส.เขตของ ปชป. ซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่ภาคใต้ ได้สส.ในระบบเขตไม่ถึง 20 คน ทำให้ได้ สส.เพียง 22 คน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ จึงต้องการ “ตัดโอกาสแกนนำพรรคคู่แข่ง” ไม่ให้เติบโตมากไปกว่านี้ จนกระทบกับ “พรรคเก่าแก่”

ขณะที่มีข่าวปล่อยผ่านสื่อหลายสำนัก ระบุถึงถึงความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายหลังมีการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า “ลงตัวแล้ว” โดยรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนั้น มีพรรค ภท. เป็นแกนนำ ด้วยคะแนนเสียง 193 เสียง และมีพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรค พท. 74 เสียง และพรรคเล็กทั้งหมดรวม 33 เสียง เว้นไว้ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 2 เสียง ที่จะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีเสียงทั้งหมด 300 เสียง

แม้กระทั่งพรรคประชาชาติ (ปช.) ที่มี “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งในช่วงทำหน้าที่ “รมว.ยุติธรรม” มีบทบาท ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเต็มที่ แต่บรรดาสมาชิกพรรค ปช. ยังตัดสินเข้ามาร่วมสนับสนุน “อนุทิน” ซึ่งการตัดสินครั้งนี้ ทำให้พรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) 118 เสียง, พรรค กธ. 58 เสียง, พรรค ปชป. 22 เสียง และพรรค รทสช. 2 เสียง รวมทั้งหมด 200 เสียง

“สาเหตุที่สรุปตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอแล้ว และผู้ใหญ่ในพรรคต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ และยังเห็นว่า หากมีพรรคร่วมมากขึ้น จำเป็นต้องแบ่งโควตารัฐมนตรีให้พรรคอื่นอีก ในขณะที่มีสัดส่วนรัฐมนตรีคนนอกแล้ว 5 ตำแหน่ง หากแบ่งเพิ่มอีก จะส่งผลกระทบต่อพรรคแกนนำอย่างพรรค ภท. ที่มีเสียงสมาชิกสส.ถึง 193 เสียง” แหล่งข่าวจาก ภท. ระบุ

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีคนนอก ที่จะมานั่งใน “ครม.อนุทิน 2” ประกอบด้วย “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ (กต.),“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์, “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง, “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ ดูแลเรื่องกฎหมาย

สำหรับเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรค พท.ยังคงอยู่ที่ 5 กระทรวงคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์-กระทรวงการอุดมศึกษาฯ-กระทรวงศึกษาธิการ-กระทรวงแรงงาน-กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยเป็น 3 กระทรวงเดิมที่เคยอยู่ในความดูแลของพรรค กธ. ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

กระแสข่าวดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำว่า พรรค กธ.อาจไม่ได้อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล และคำถามคือ ข่าวชิ้นนี้ใครเป็นคนปล่อย เป็นแกนนำพรรค ภท.หรือไม่ เพราะไม่ต้องการให้ “กธ.” อยู่ร่วมงานในฝ่ายบริหาร ด้วยเกรงในเรื่องภาพลักษณ์ หรืออาจเป็น “พท.” ปล่อยข่าวเองก็ได้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคตัวเอง

หากไม่มี “พรรค กธ.” ร่วมรัฐบาล วันใดที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นในฝ่ายบริหาร ถ้า “พรรค พท.” ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายบริหารจะมีอันเป็นไปในทันที นั่นหมายความ การไม่มี “พรรค กธ.” ทำให้ “พรรค พท.” จะมีอำนาจต่อรองสูงลิ่ว

อย่างไรก็ตาม “นายกฯ อนุทิน” ได้ออกมาดับกระแสเรื่องปิดดีลตั้งรัฐบาลแล้ว หลังจากรวบรวมเสียงได้ทั้งหมด 300 เสียง โดยระบุว่า “ดีลยังไม่ได้เปิดเลย จะปิดดิลได้อย่างไร ส่วนสถานการณ์ยังเหมือนเดิมหรือไม่ ขอให้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจนก่อน พรรค ภท.ต้องการทำอะไรที่มีความชัดเจน และการพูดคุยต้องรอให้สถานการณ์อยู่ตัวและนิ่งเสียก่อน”

“อย่าลืมว่า พวกผมทำการเมืองมา 20-30 ปี และผ่านการเลือกตั้งมา ตั้งแต่เรามี รธน. 2560 ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 แล้ว เราก็รู้ว่ากว่า กกต.จะสามารถรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่เคยเร็วกว่า 1 เดือน แต่กฎหมายให้ถึง 2 เดือนด้วยซ้ำ ฉะนั้นเราจะไปชิงออกตัว หรือไปทำอะไรก่อน ที่จะทราบผลหรือมีการรับรอง สส. อย่างเป็นทางการ ถามว่าถ้าทำไปแล้ว ก็พูดได้ไม่เต็มปาก รอให้มีความชัดเจนก่อน คราวนี้เร็วเลย โป้งเดียวจอดเลย” นายกฯอนุทิน กล่าว

พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า “วันนี้ยังอยู่ในเวลาตามกฎหมาย เมื่อ กกต.รับรองมีความชัดเจนแล้ว ก็จะไม่นาน ประชาชนไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น วันนี้ยังมีรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ ยิ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมา ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สามารถครองเสียงได้ระดับหนึ่ง และความมั่นใจก็มี เช่น การที่จะทำอะไรแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเราเห็นความไว้ใจของพี่น้องประชาชนต่อเราขนาดนี้ เราก็กล้าที่จะตัดสินใจมากขึ้น และย้ำว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมืองเท่านั้น เรื่องที่เป็นส่วนตัวพวกพ้องอยู่ลำดับท้ายๆ เช่นเดิม”

ผู้สื่อข่าวถามถึงปฏิกิริยาของพรรค กธ. ในขณะนี้เป็นอย่างไร “อนุทิน” กล่าวว่า “ไม่มีอะไร วันนั้นก็พูดคุยกับหัวหน้าพรรค กธ.ที่จังหวัดสงขลา”

นั่นหมายความว่า “หัวหน้ารัฐบาล” จัดลำดับ “กธ.” เพื่อนร่วมงาน อยู่ในลำดับท้าย ๆ ที่จะพูดคุยด้วย เพราะมองว่า จะอย่างไรก็ตาม ต้องร่วมงานกันต่อไป อยู่ที่ว่า โค้วต้า รมต. จะมีข้อสรุปที่ทั้ง 2 ฝ่ายพอใจหรือไม่ ซึ่งมาถึงวันนี้ พรรค กธ.ยืนยันว่า ไม่มีข้อต่อรองใดใดทั้งสิ้น เพราะในฐานะที่เป็นพรรคที่อิงกับบรรดาบ้านใหญ่ การอยู่ในอำนาจรัฐ มีความสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นพรรคอาจจะอยู่ในสภาพระส่ำระส่าย

อีกทั้ง พรรค ภท.คงยังต้องการได้ “ธรรมนัส” เป็นพันธมิตรทางการเมือง ไม่ปล่อยให้อยู่ข้างนอก เพราะศักยภาพของ “ผู้กองคนดัง” ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา”

ถึงขนาด “ผู้กองคนดัง” ออกมาตอบโต้ คนที่ออกมาวิจารณ์ตัวเองด้วยท่าที อย่างกรณีเรื่องคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสม โดย “ธรรมนัส” ย้อนกลับ ในช่วงที่ “อนุทิน” ตั้งให้ตนเองนั่งรมว.เกษตรฯ แบบเจ็บแสบว่า “ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย” นอกจากนี้ยังท้าทายขู่ว่า “พรรค กธ.ไม่เคยกลัวใครจะบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ” และยังกล่าวว่า “ชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้าย”

นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอให้ เปลี่ยนขั้วการจัดตั้งรัฐบาล โดยให้ “พรรคประชาชน” (ปชน.) เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งมี 118  เสียง ร่วมกับ “พรรค พท.” ที่มี 74 เสียง และ “พรรค กธ.” ที่มีสส. 58 เสียง ซึ่งทั้ง 3 พรรครวมกันแล้วได้ 250 เสียง ดึง “พรรคเล็ก” ที่เป็นพันธมิตรพรรคมารวมด้วย

เพื่อเป็นการแก้เกม “พรรค ภท.” ที่เวลานี้เป็นผู้กำหนดเกม เพื่อต้องการ “ล้างไพ่การเมือง” ดัดหลัง “พรรค ภท.” ที่ไม่ดึง “พรรค กธ.” เข้าร่วมรัฐบาล

ยิ่งความเห็นของ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ใครก็รู้ที่ผ่านมา เป็น “กองเชียร์พรรคส้ม” ออกมาให้ความเห็นว่า “ถ้ามีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดย พรรค ปชน.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นหัวหน้าพรรค รับตำแหน่งนายกฯ เมื่อรับตำแหน่งแล้ว อาจสั่งยุบสภาฯทันที โดยอ้างว่า การเลือกตั้งมีปัญหา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส จึงต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ อย่าลืมการเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

แต่เชื่อว่า “พรรคสีเขียว” ไม่ยอมอยู่เฉยแน่ จากนี้ไปต้องรอวัดใจ “ภท.” จะเลือกเก็บ “เพื่อนที่มีฤทธิ์เดช” ไว้ข้างกาย หรือจะไม่ขอเดินต่อ ไปในเส้นทางเดียวกัน

ทั้ง 2 ทางเลือกมี “ความเสี่ยง” แต่คงต้องชั่งน้ำหนักว่า เส้นทางไหน จะคุ้มค่าทางการเมืองมากกว่ากัน เพราะ “พรรคสีน้ำเงิน” คงตั้งเป้าอยู่ให้ยาว ๆ ไม่อยากให้มีอันเป็นไปในช่วงสั้น ไม่เช่นนั้น อาจทำให้ “พรรคสีส้ม” กลับมามีโอกาสลุ้นเข้าครอบครอง “อำนาจรัฐ” อีกครั้ง

เมื่อถึงวันนั้น “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” คงต้องหา “ตัวเลือกใหม่” และทำให้ “พรรคสีน้ำเงิน” หมดความสำคัญทางการเมือง ซึ่งเชื่อว่า ทั้ง “เนวิน ชิดชอบ” และ “อนุทิน “ชาญวีรกูล” คงไม่ยอมให้ปรากฎการณ์อย่างนั้น…เกิดขึ้นแน่ๆ

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img