“โชติช่วงชัชวาล” เป็นวลีที่เกิดขึ้นภายหลังประเทศไทยนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ประโยชน์ในปี 2524 นับเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาต่อยอดในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์พลังงานไทยมี “เชฟรอน” เป็นองค์กรพลังงานระดับโลก ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจพลังงานในไทยมายาวนาน จนถึงปัจจุบัน 6 ทศวรรษแล้วที่ประกอบกิจการในประเทศไทย เกิดการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญให้คนไทย ปัจจุบัน บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีคนไทยทำงานอยู่กว่า 99%
ณ เวลานี้ “เชฟรอน” มีพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ทั้งแหล่งไพลิน (บี12/27) แหล่งเบญจมาศ (บี 8/32) และร่วมทุนในแหล่งอาทิตย์ 16% มีจำนวนแท่นโครงสร้างอยู่ 108 แท่น ใช้เงินลงทุนและดำเนินการในไทยกว่า 1.6 ล้านล้านบาท มีการผลิตก๊าซธรรมชาติ 508 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว 16,397 บาร์เรลต่อวัน และน้ำมันดิบ 17,520 บาร์เรลต่อวัน
การลงทุนของ “เชฟรอน” ในไทยเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐในการเปิดสัมปทานรอบต่าง ๆ โดย “เชฟรอน” บอกไว้ตรงนี้เลยว่า ยังคงปักหลักการลงทุนในไทยต่อไปท่ามกลางความท้าทาย

“ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บอกว่า “การที่เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในเมืองไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด จำเป็นต้องสำรวจและจัดหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ๆ ภายในประเทศ”
ที่ผ่านมา “เชฟรอน” ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมาตลอด ซึ่งแปลงหมายเลข G2/65 เป็นแปลงใหม่ล่าสุดที่ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเมื่อปี 2566 ถือเป็นการสตาร์ทกระบวนการสำรวจวัดเคลื่อนไหวสะเทือน (Seismic Survey) ในรอบ 16 ปีของ “เชฟรอนไทย” เพื่อดูโครงสร้างธรณีวิทยาใต้ดิน
ในปี 2569 มีแผนขุดเจาะหลุมสำรวจ 2 หลุม เพื่อหาศักยภาพปิโตรเลียมในแปลงนี้ คาดหวังว่า จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ให้ประเทศทั้งก๊าซฯ และน้ำมัน ซึ่งตามสัญญาที่ทำกับกรมเชื้อเพลิงจะทำการสำรวจไม่เกิน 6 ปี จากนั้นจึงจะบอกได้ว่า แปลงนี้จะพัฒนาอย่างไรต่อไป แปลงนี้ “เชฟรอน” มีบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ในเครือบางจากเข้ามาเป็นพันธมิตรในฐานะผู้ร่วมประกอบกิจการ (Co-venturer) สัดส่วน 30% โดย “เชฟรอน” เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) และกำลังหาผู้ร่วมลงทุนอีกราย เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน และกระจายความเสี่ยงในเรื่องอื่น ๆ
ส่วน “แหล่งเบญจมาศ” ยังผลิตและขุดหลุมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผลิตน้ำมันได้เพิ่มจาก 17,000 บาร์เรลต่อวันขึ้นมาถึง 20,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วน “แหล่งไพลิน” ซึ่งผลิตอยู่ 430 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน “เชฟรอน” ได้รับการต่ออายุสัญญาออกไปอีก 10 ปีจนถึงพ.ศ.2581 ในปีนี้จะเริ่มพัฒนา และอยู่ระหว่างมองหาวิธีการพัฒนาพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมที่ชื่อว่า “อุบล” ที่อยู่ในแปลงนี้ด้วย

“เชฟรอน” ไปต่อในประเทศไทยแน่นอน ดังนั้นการเตรียมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 26 ในทะเลอันดามันของกระทรวงพลังงาน บริษัทฯ พร้อมเข้าร่วมประมูลแน่นอน “ชาทิตย์” ย้ำว่า “จุดแข็งของเชฟรอน คือการสำรวจและผลิตกลางทะเล เราจึงไม่ได้เข้าไปประมูลแปลงสัมปทานบนบกเลย เพราะไม่ใช่จุดแข็งของเรา”
สำหรับพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นน้ำลึกต่างจากอ่าวไทย ต้องใช้เทคโนโลยีอีกขั้นในการสำรวจและผลิต ซึ่ง “เชฟรอน” มีความเชี่ยวชาญที่สุดในการทำน้ำลึก หากเทียบกับบริษัทที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ ดังนั้นเราพร้อมเข้าไปสนับสนุน แต่ต้องมาดูรายเอียดต่าง ๆ
สำคัญที่สุดคือ คุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ เพราะเมื่อเป็นน้ำลึก ความเสี่ยง และ Complexity จะเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเข้าไปลงทุนก็เพิ่มตาม ดังนั้นเมื่อจะเข้าประมูลคงไม่ใช่บริษัทฯ เดียวลงทุนทั้งแปลง ตอนนี้ “เชฟรอน” และผู้ประกอบการอื่นต่างก็รอดูเงื่อนไขกันอยู่
“เชฟรอนยังไม่ได้จับมือกับใคร ต้องศึกษารายละเอียดหลายเรื่อง เช่น เมื่อขุดเจอปิโตรเลียมแล้วจะขายที่ไหน ตลาดอยู่ไหน โครงสร้างพื้นฐานรองรับเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ขุดเจอปิโตรเลียมเท่านั้น แต่เบื้องต้นถือว่าแปลงนี้มีโอกาสทางปิโตรเลียมสูง เพราะเคยมีการค้นพบปิโตรเลียมในพื้นที่ใกล้ ๆ”
ในส่วนความท้าทายจากการเป็นแหล่งน้ำลึก “ชาทิตย์” ย้ำว่า รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องกฎระเบียบรองรับที่ชัดเจน และออกเงื่อนไขที่ดึงดูดการลงทุน เช่น ภาษี และต้อง “แฟร์” ไม่ว่าบริษัทไหน จะเป็นไทยหรือต่างประเทศ ทุกคนมีสิทธิและเสียงเท่ากัน จะช่วยสร้างบรรยากาศการแข่งขันได้ดี และทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุดต่อประเทศไทย
นอกจากการเปิดสัมปทานในประเทศไทยแล้ว เชฟรอนยังไม่ละความหวังไปจากพื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) ไทย/กัมพูชา “ชาทิตย์” บอกด้วยว่า “ไทยถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญพื้นที่หนึ่งของบริษัทแม่เชฟรอนคอร์ปอเรชั่น ซึ่ง OCA เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตปิโตรเลียมที่สำคัญมากสำหรับไทยและกัมพูชา จึงอยากเห็นรัฐบาลไทยและกัมพูชายุติเรื่องการทำสงคราม และหันหน้ามาคุยกัน จับมือร่วมกันว่าจะพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมตรงนี้ ทำให้สองประเทศได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน”

“ชาทิตย์” ให้ความเห็นอีกว่า หากจะแก้ไขปัญหาพลังงานระยะยาวของไทย นอกจากเปิดพื้นที่ใหม่ในประเทศแล้ว CA เป็นอีกพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะสามารถสร้างความั่นคงทางพลังาน ลดต้นทุนทางพลังงานให้ประเทศ ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ควรกลับมาคุยกันให้เร็วที่สุด ซึ่ง OCA ทั้งสองประเทศมีการแบ่งบล็อกกันไปแล้ว กำหนดให้สัดส่วนแต่ละบริษัทดำเนินการ เชฟรอนก็เป็นส่วนหนี่ง แต่ยังไม่มีใครสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้จากปัญหาความขัดแย้ง
“ที่อยากผลักดัน เพราะปกติการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใช้เวลาเป็นสิบปี คุยวันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้จะได้ผลิต มีขั้นตอนอีกมาก ขอให้มองในระยะยาวที่ศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมในไทยลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานของประเทศสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ หากเราอยากจะมีโมเมนต์แบบเดียวกับยุคโชติช่วงชัชวาลอีกต้องมี OCA การทะเลาะคือสูญเสียอย่างเดียว ไม่มีใครได้อะไร ตอนนี้จะเห็นว่าการค้าขายกับกัมพูชาลดลง แรงงานของกัมพูชาที่เราเคยได้ประโยชน์ก็ไม่มีใช้ มีหลายเรื่องที่หาก Fight กันอยู่ สองประเทศก็เสียประโยชน์ ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่น่าจะมีนโยบายที่ชัดเจนถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับปะเทศเพื่อนบ้านและมองหาโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน”

ความหวังนี้หากไปต่อได้จริงจะต้องออกแบบอย่างไร “ชาทิตย์” เสนอว่า มีโมเดลในการพัฒนาศักยภาพปิโตรเลียมในพื้นที่คาบเกี่ยวไทยและมาเลเซียแล้ว ซี่งไม่มี MOU เป็นรัฐต่อรัฐคุยกัน ดังนั้นไทยกัมพูชามีหลายรูบแบบที่ทำได้ ไม่ต้องมี MOU ก็ได้ แต่ต้องมีกรอบว่าจะคุยอย่างไร
ต้องถือว่า “เชฟรอน” ยังมั่นใจว่า OCA จะไปต่อได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ ณ เวลานี้ เรื่องที่ “เชฟรอน” ควบคุมได้ และกำลังทำอย่างเข้มข้น ก็คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ซึ่งได้ทำในส่วนของการปฏิบัติงาน ทั้งลดการใช้พลังงาน และการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน
รวมถึงโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซี่งเป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้ไทยเดินหน้าเข้าหาเป้าหมาย Net Zero 2050 “ชาทิตย์” บอกว่า ความท้าทายในการทำ CCS มีหลายปัจจัยทางด้านเทคนิค เช่น ชั้นหินสามารถเก็บ CO2 ได้แค่ไหน เมื่ออัดกลับไปแล้ว CO2 จะเคลื่อนย้ายไปทางไหน ต้องไม่ให้กลับออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ รวมถึงความท้าทายจากเงินลงทุนที่สูงมหาศาล

“เรื่อง Complexity ของ Subsurface เป็นเรื่องท้าทายมาก ซึ่งไทยยังไม่เคยทำมาก่อน เราต้องสร้างกฎระเบียบขึ้นมาใหม่ให้ชัดเจน ที่สำคัญต้องมีนโยบายจากรัฐที่ส่งเสริมและดึงดูดให้เกิดการลงทุน และแข่งขันการทำ CCS หากทำช้าไปก็ไม่ดี ประเทศไทยจะไปไม่ถึง Net Zero”
“เชฟรอน” มี Chevron New Energies หน่วยงานใหม่ที่ “เชฟรอนคอร์ปอเรชั่น” ตั้งขึ้นเพื่อเร่งเดินหน้าหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และสร้างศักยภาพในการขยายธุรกิจพลังงานสะอาด หากมีความพร้อมในไทยที่จะทำ CCS เชฟรอนก็พร้อมเข้ามาดู และอยากเห็นโครงการ CCS เกิดมากขึ้นในอนาคต
ปัจจุบัน “เชฟรอน” เป็นพันธมิตรกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” ในการทำนำร่องที่ “แหล่งอาทิตย์” โดยสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไปช่วย Review และให้ Feedback ด้านเทคนิค แต่ “เชฟรอน” ยังไม่พร้อมเข้าไปร่วมลงทุน ต้องให้ “ปตท.สผ.” ดำเนินโครงการไปก่อน หวังว่า “ปตท.สผ.” จะทำโครงการ CCS สำเร็จ จะได้นำร่องให้โครงการอื่น ๆ ต่อไป ในส่วนของ “เชฟรอน” หากพร้อมจะทำ CCS ที่ “แหล่งไพลิน” ก่อน ส่วนเทคโนโลยี “เชฟรอน” มีอยู่แล้ว เพราะทำแล้วในหลายประเทศทั้งออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

ในเรื่องการลดคาร์บอนนั้นนอกจากโครงการ CCS “เชฟรอน” ได้ทำหลายเรื่องภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อย่างการจัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติงานของแท่นผลิต” มาไว้ที่สำนักงานกรุงเทพฯ สามารถควบคุมแหล่งผลิตกลางอ่าวไทยทั้ง 3 แหล่ง “ไพลินเหนือ-ไพลินใต้-เบญจมาศ” เป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งทำได้แบบเรียลไทม์ 24 ชม.ช่วยลดบุคลากรที่จะต้องออกไปอยู่ในแหล่งผลิต ขณะเดียวกันก็ทำให้การตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
นอกจากนี้ “เชฟรอน” ยังลดใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์และเครื่องจักร หรือการนำพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมมาใช้ที่แท่นหลุมผลิตครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2567 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 800 ตันต่อปี ลดการเสียโอกาสในการผลิตปริมาณ 35 ล้านลบ.ฟุตในช่วงสภาพอากาศรุนแรง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ 1.1 กิโลวัตต์ในช่วงฤดูมรสุมและรักษากระแสไฟฟ้าเฉลี่ยได้ประมาณ 300 วัตต์
อีกไฮไลต์ในการลดคาร์บอนของ “เชฟรอน” คือ การนำเทคนิคการรื้อถอนส่วนบนของแท่นหลุมผลิต (Topside Reuse) มาใช้ประโยชน์ใหม่เป็นครั้งแรกในอ่าวไทยตั้งแต่ปี 2560 จำนวน 12 แท่น ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 10,000 ตันเทียบเท่าการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ที่โตมานาน 10 ปี จำนวน 165,351 ต้น ที่สำคัญคือลดการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ และลดการจัดการของเสียจากเหล็กที่เกิดจากการรื้อถอน
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)





















