พรรคประชาชนตั้งคำถามเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องมีคนรับผิด ยกความไม่โปรงใสการเลือกตั้ง บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง พร้อมเหตุผลร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีจนถึงที่สุดเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 เพจพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์หัวข้อ เลือกตั้งครั้งนี้ ต้องมีคนรับผิด! โดยระบุว่า พรรคประชาชนยื่นฟ้อง กกต. และพวก โดยฝั่งโจทก์ประกอบด้วยนิติบุคคลและบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนี้
1) พรรคประชาชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะนิติบุคคลพรรคการเมือง
2) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (หัวหน้าพรรคการเมือง และ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง)
3) วาโย อัศวรุ่งเรือง (รองหัวหน้าพรรค และ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง)
4) พริษฐ์ วัชรสินธุ (โฆษกพรรค และ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง)

ส่วนจำเลยที่พรรคประชาชนยื่นฟ้อง ประกอบไปด้วย 3 กลุ่ม ดังนี้
กกต. ทั้ง 7 ราย
เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง 1 ราย และ
ผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง 1 ราย
[ ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ต้องฟ้องเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิด คืออะไร? ]
สืบเนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าบัตรเลือกตั้งนั้นมีปัญหาทั้ง 2 แบบ ดังนี้
1) บัตรเลือกตั้งสีชมพู ที่เป็นบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่มีบาร์โคด (Barcode หรือรหัสแท่ง) เมื่อสแกนบาร์โคดที่บัตรสีชมพูจะได้อักษร 9 ตัว เช่น A00000123 (เลข 5 ตัวแรกมักจะเหมือนกัน เลข 3 ตัวหลังต่างกัน) สามารถเรียงลำดับจากน้อยไปมาก และหากเรียงลำดับจากการรับบัตร จะได้ข้อมูลที่ปรากฎในภาพด้านฝั่งขวา คือรู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เลือกใคร นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ลับ”
2) บัตรเลือกตั้งสีเขียว ที่เป็นบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ที่มีคิวอาร์โคด (QR Code) โดยบัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม จะมีบัตรให้ลงคะแนนอยู่ทั้งหมด 20 ใบ

ทำไมการเลือกตั้งนี้จึงไม่ลับ?
ย้อนกลับไปในวันเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) มีบาร์โคด และบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) มี QR Code
มีการสแกนบาร์โคดที่บัตรเลือกตั้งสีชมพู ปรากฏเป็นรหัส 9 ตัว มีอักษรภาษาอังกฤษ 1 ตัว ตามด้วยตัวเลข 8 ตัว เช่น A00000123 ซึ่งตรงกับเลขที่บัตรบริเวณต้นขั้ว
ขณะที่บัตรสีเขียว (บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต) จะมี QR Code ที่สามารถสแกนได้เช่นกัน แต่ยังไม่สามารถระบุความสัมพันธ์กับเลขที่เล่มหรือเลขที่บัตรได้แน่ชัด
โดยหาก Barcode และ QR Code มีลักษณะ unique running number หรือเรียกว่ามีลักษณะเฉพาะตัว หรือทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและทำให้ทราบได้ว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคือใคร เลือกใคร นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งนี้ “ไม่ลับ”
[ กรณีศึกษา จากการเลือกตั้งลงคะแนนใหม่เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ ]
การเลือกตั้งซ่อม มีการลงคะแนนใหม่ เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ พบว่า บัตรสีชมพู (บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ) ตัวเลขที่ระบุเล่มที่ กับเลขที่ หายไป แต่ยังมีบาร์โคดที่ยังสามารถสแกนได้เช่นเดิม หมายความว่ามีการเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน บัตรสีเขียว (บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต) เมื่อสแกน QR Code พบว่าเป็นชุดรหัส 5 หลัก (มีอักษร 5 ตัว) (คาดว่าน่าจะเป็นเลขที่เล่มแบบย่อ) โดยพบว่าบัตร 20 ใบที่มาจากเล่มเดียวกันจะมีชุดรหัสเดียวกันทั้งหมด
จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัตรสีชมพู แต่บาร์โคดยังคงอยู่ แต่เล่มที่และเลขที่บริเวณต้นขั้วบัตรนั้นหายไป แต่ยังสามารถสแกนบาร์โคดและ QR Code ได้อยู่เหมือนเดิม
การเลือกตั้งมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ 308 คน มีการถ่ายบัตรติดบาร์โคดได้จำนวน 298 ใบ (หายไป 10 ใบเพราะมือเจ้าหน้าที่บดบังบาร์โคดอยู่) มีการถ่ายหน้าคนเลือกตั้งตามลำดับการรับบัตร หากมีการนำหน้าคนตามลำดับการรับบัตรมาเรียงไปกับรหัสบัตรจากน้อยไปมาก จะทำให้รู้ได้ว่าคนนี้เลือกอะไร
บัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม มีจำนวนบัตรลงคะแนน 20 ใบ เมื่อมีคนลงคะแนน 308 คน จะต้องใช้บัตรเลือกตั้ง 16 เล่ม โดยเล่มที่ 16 จะเหลือบัตรลงคะแนนอีก 12 ใบ เพราะมีการใช้ไป 8 ใบ ถ้าตรวจสอบย้อนกลับจะรู้ได้ว่า 8 คนสุดท้ายเลือกอะไร แต่อาจไม่สามารถระบุตัวได้ ตามอัตรา 1 ต่อ 8
แต่ หากยกตัวอย่างกรณีให้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลง อยู่ที่ 201 คน เมื่อบัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม มีใบลงคะแนน 20 ใบ ดังนั้น ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง 201 คน จะต้องใช้บัตรเลือกตั้งจำนวน 11 เล่ม โดยคนที่ 201 จะได้ใบลงคะแนนเล่มที่ 11 เพียง 1 ใบ คนเดียว ซึ่งจะมีเลขรหัสประจำบัตรที่ Unique ไม่เหมือนใคร ซึ่งจะทำให้รู้ได้ทันทีว่า คนที่ 201 เลือกใคร เท่ากับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ลับ

[ ข้อหา-องค์ประกอบความผิด-โทษ ]
ป.อ. ม.157 = ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด โดยองค์ประกอบความผิดคือเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำอะไร และได้ทำตามหน้าที่หรือไม่ บกพร่องหรือไม่ เพื่อให้ผู้ใดเสียหายหรือไม่ มีโทษจำคุก 1-10 ปี
พ.ร.ป.กกต. ม.69 = กระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยมิชอบต่อหน้าที่ โดยองค์ประกอบความผิด คือ กกต., เลขาฯ, เจ้าหน้าที่ฯ มีหน้าที่ทำอะไร และได้ทำตามหน้าที่หรือไม่ บกพร่องหรือไม่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
พ.ร.ป.เลือกตั้งสส. ม.96 + ม.164 = ผู้ใดทำเครื่องหมายที่สังเกตได้ลงในบัตรเลือกตั้ง โดยองค์ประกอบความผิดคือ ผู้ใดผู้หนึ่ง ทำเครื่องหมายที่ปรากฏและสังเกตได้อยู่ในบัตร มีโทษจำคุก 1-5 ปี
[ NEXT MOVE ]
ถัดจากนี้ พรรคประชาชน นำโดย วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย จะเดินหน้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีจนถึงที่สุดเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกับพวกรวม 9 คน
จากนั้น จะเพิ่มเนื้อหาคำฟ้อง เพิ่มข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กรณีที่ กกต. ฟ้องประชาชนแต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการไต่สวน หาความจริงเพื่อมาสนับสนุนความผิดเพิ่มเติมว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบต่อหน้าที่




















