จากการตรวจสอบบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ช่วงปลายเดือนมกราคม 69 ถึงการเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล ในกรณีที่เกิดสงครามขึ้น มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้าเอาไว้ดังนี้
ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการฯ ว่า ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ในอิหร่านประมาณ 250 คน แบ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาประมาณ 110 คน ส่วนอีก 100 คน เป็นผู้ประกอบอาชีพหรือสมรสกับชาวอิหร่าน แม้ว่าทางการอิหร่านจะมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นระยะ แต่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยืนยันว่าคนไทยทุกคนยังปลอดภัยดี

สำหรับ กระทรวงการต่างประเทศ ได้วางแผนเผชิญเหตุไว้ในระดับสูงสุด โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือวอร์รูม และศูนย์ประสานงานคนไทย 24 ชม. เพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง ที่มีจำนวนกว่า 1.1 แสนคน มากที่สุด เป็นแรงงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอล กว่า 6.5 หมื่นคน นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ดังนี้
- การสื่อสารฉุกเฉิน สถานทูตได้จัดเตรียมอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถติดต่อกับส่วนกลางได้ตลอดเวลา แม้จะถูกตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต
- แผนอพยพ มีการจัดทำฉากทัศน์ กำหนดจุดเปลี่ยนผ่านตามระดับความรุนแรง เพื่อยกระดับมาตรการจากความปลอดภัยไปสู่การอพยพฉุกเฉิน หากเกิดกรณีปิดน่านฟ้าหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุด มีคนไทยในอิหร่าน 29 ราย และแรงงานภาคเกษตรในอิสราเอล 20 กว่าราย แสดงความประสงค์กับสถานทูต ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศไทย
- การเฝ้าระวัง กระทรวงต่างประเทศสั่งการให้สถานทูตไทยในประเทศใกล้เคียง เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ร่วมกันติดตามท่าทีของแต่ละประเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อไทยในหลายด้านที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
- ด้านพลังงาน มีความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะกระทบต่อราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม แต่จากการหารือกับ ปตท. ยืนยันว่าไทยมีแหล่งพลังงานสำรองและแผนรองรับ ที่สามารถบริหารจัดการได้ในระยะหนึ่ง
- ด้านการค้า สหรัฐฯ มีมาตรการกำแพงภาษีร้อยละ 25 ต่อประเทศที่ดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งอาจกระทบต่อการนำเข้าเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กจากอิหร่าน รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย
ขณะที่ ตัวแทนกระทรวงต่างประเทศ ย้ำว่า จุดยืนระหว่างประเทศ คือการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ โดยยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในควบคู่ไปกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังคงกำชับให้ติดตามอย่างใกล้ชิดและไม่ประมาท เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและชีวิตของคนไทยในต่างแดนเป็นสำคัญ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ นั่งหัวโต๊ะประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ข้อมูลปัจจุบัน มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมประมาณ 110,000 คน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค ได้มีประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศทางการจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ แนวปฏิบัติต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ตลอดจนคำแนะนำให้คนไทยที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เร่งเดินทางออกจากพื้นที่ หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในส่วนของแผนอพยพคนไทย ซึ่งอาจมีโอกาสที่จะประสานกับประเทศอื่น ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศด้วย ซึ่งกำลังเตรียมแผนอพยพของตนเช่นกัน
นอกจากนั้น สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเปิดให้คนไทยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้าน เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกการอพยพคนไทยออกนอกประเทศหากมีความจำเป็น
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram




















