หน้าแรกHighlight''หอการค้าไทย''ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวรับแรงสงครามตะวันออกกลาง

”หอการค้าไทย”ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวรับแรงสงครามตะวันออกกลาง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ประธานหอการค้าไทยชี้ ไทยต้องเร่ง “Reposition” บทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก รับแรงกระแทกภูมิรัฐศาสตร์–สงครามตะวันออกกลาง–เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.69 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถานำในงาน วิสัยทัศน์ผู้นำ (CEO Vision) ภายใต้หัวข้อ “การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก: ทิศทางสินค้าไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกจากมุมมองภาคเอกชน” (Repositioning Thailand in the Global Supply Chain: The Direction of Thai Products amid Global Geopolitical Changes from a Private Sector Perspective) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ดร.พจน์ ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้าง ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) กำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวครั้งใหญ่ โดยหลายประเทศเริ่มกระจายฐานการผลิตและการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

ข้อมูลจากองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2.8–3.0% ขณะที่การค้าโลกมีแนวโน้มเติบโตเพียง 3% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเส้นทางการขนส่งทางทะเลที่สำคัญของโลก รวมถึงความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ

🪙🪙นอกจากนี้ โลกยังเผชิญแรงกดดันจาก สงครามการค้าและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งนำไปสู่มาตรการภาษี มาตรการกีดกันทางการค้า และมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) มากขึ้น โดยมาตรการทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมสำคัญของโลก เช่น เหล็กและอลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

ในขณะเดียวกัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น โดยผลการจัดอันดับ World Competitiveness Ranking 2025 ของ IMD ระบุว่าไทยปรับลดลงมาอยู่ที่อันดับ 30 จากอันดับ 25 ในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน การบริโภคภายในประเทศ และตลาดทุน ต่างเผชิญข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง ประมาณ 2.4% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพของประเทศที่ควรอยู่ในระดับ 3–4% ต่อปี สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานทักษะ การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการวางตำแหน่งของประเทศไทยใน ห่วงโซ่อุปทานโลก (Repositioning Thailand in the Global Supply Chain) โดยต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพแรงงาน รวมถึงขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“ในโลกที่กำลังเผชิญทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น แต่เรายังโชคดีที่ประเทศไทย มีภูมิประเทศที่เป็นศูนย์กลางกษตรและอาหาร อีกทั้งไม่เคยมีความขัดแย้งที่รุนแรงในประเทศเหมือนประเทศอื่นๆ ดังนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับโลกยุคใหม่” ดร.พจน์ กล่าว

ทั้งนี้ เวที CEO Vision จัดขึ้นเพื่อเปิดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงบทบาทของภาคเอกชนไทยในการกำหนดทิศทางสินค้าไทยและการวางตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img