สงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่าง “สหรัฐฯและอิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ดำเนินมาได้ 2 สัปดาห์กว่า ยังไม่มีทีท่าว่า จะจบลงง่าย ๆ แต่ดูเหมือนสถาการณ์จะแย่ลงไปอีก โลกต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island)
ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์พลังงานของโลก มีคลังเก็บน้ำมันความจุกว่า 30 ล้านบาร์เรล เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันกว่า 90% ของอิหร่านถ้าถูกทำลาย รายได้น้ำมันเกือบทั้งหมดของอิหร่านจะหายไป
ก่อนหน้านี้ สปอตไลท์ได้ฉายไปที่สถานการณ์บริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” 1 ในเส้นเลือดใหญ่น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 หรือประมาณกว่า 20% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ จึงอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงของการค้าพลังงานโลก อาจจะบานปลาย กลายเป็น Oil Crisis หากสงครามรุนแรงมีการปิดช่องแคบ หรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันจะพุ่งพรวดทันที

นอกจากนี้ตะวันออกกลาง นอกจากเป็น “คอขวดพลังงาน” แล้วยังเป็นจุดสำคัญของ เส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างเอเซีย ยุโรปและแอฟริกา หากสถานการณ์ความมั่นคงแย่ลง บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยอาจเพิ่มค่าประกันความเสี่ยง ค่าระวางเรืออาจปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบถึงต้นทุนของการส่งออกตามมา
อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ “อิหร่าน” ฝ่ายเดียวที่ถูกทำลายในตะวันออกกลาง ตรงข้าม ประเทศไหนที่มี “ฐานทัพอเมริกา” ตั้งอยู่ ก็โดนอิหร่านก็ถล่มราบคาบเช่นกัน แต่หนักที่สุดน่าจะเป็น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ “UAE” ไม่ใช่แค่มีบ่อน้ำมัน แต่ที่นี่คือ คอขวดวิศวกรรมปิโตเลียมระดับโลก ทั้งคลังน้ำมัน ท่าเรือ ศูนย์ประมลผล แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง นิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงกลั่นเกือบแสนบาร์เรลต่อวัน
ตอนนี้ ไม่ทราบว่าพื้นที่ใดมีความเสียหายบ้าง แต่ถ้าโดนทำลายทั้งหมด วิกฤติน้ำมันยิ่งจะหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม และไทยนำเข้าน้ำมันจากที่นี่ ถึง 42% เลยทีเดียว
สำหรับประเทศไทย นำเข้าน้ำมันเพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจจำนวนมากถึง 8% ของจีดีพี. และนำเข้าจากตะวันออกลางกว่า 60% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น ย่อมกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ค่าโดยสารเครื่องบินอาจต้องปรับขึ้น ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
ตอนนี้สงครามตะวันออกไกลก็เริ่มกระทบแล้ว เช่นกรณี บริษัท SCG ต้องสั่งหยุดโรงงานระยองโอเลฟินชั่วคราวเพราะขาดวัตุดิบป้อนเข้าโรงงาน ผลมาจากสงครามบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบป้อนโรงงานได้ ตอนนี้เรือประมงเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเขียวที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นสิ่งที่ชาวประมงกลัวที่สุดคือน้ำมันขาดแคลน ถึงตอนนั้นเรือประมงก็จะออกจากฝั่งไปจับปลาไม่ได้
ขณะที่น้ำมันดีเซลและก๊าซ LNG ในต่างจังหวัด สถานีบริการในบางจังหวัดเริ่มติดประกาศหน้าปั๊มว่า “หมด” หลายแห่งชาวบ้านต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมันตอนนี้ อาจจะยังไม่มีปัญหาน้ำมันแพง แต่กำลังจะมีปัญหาน้ำมันขาดแคลน แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันว่า น้ำมันสำรองมี อย่างน้อย 90 วันถึง 100 วันก็ตาม แต่ชาวบ้านไม่เชื่อ ตื่นตระหนกต้องตุนไว้ก่อน

หากสถานการณ์ยังยืดยื้อ สิ่งที่ต้องเจอแน่ ๆ ราคาพลังงานจะสูงขึ้น ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล จะมีผลต่อต้นทุนการขนส่ง สายการบิน และโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็จะเพิ่มตามด้วย
หากราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจะไปกดดันให้ราคาไฟฟ้าขึ้นตามด้วย ขณะที่พลังงานเป็นต้นทุนหลักของหลาย ๆ อุตสาหกรรม ตั้งแต่ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงการขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าหมวดอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
ล่าสุด “สภาพัฒน์ฯ” ได้ประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและ GDP ในปี 2569 เอาไว้ “2 Scenario” ที่มีความเป็นไปได้
Scenario ที่ 1 หากสงครามจบเร็วภายใน 1 เดือน ตามที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ การส่งผ่านน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีผลกระทบระยะสั้น ทำให้ราคาน้ำมันจะอยู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยภายใต้ Scenario นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยอาจจะเติบโตประมาณ 1.6% ในปี 2569 จากประมาณการปัจจุบันที่ 2% (ค่ากลาง)
Scenario ที่สอง สงครามมีความยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบระบบขนส่งอย่างหนัก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบไปด้วย จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งไปที่ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ภายใต้ฉากทัศน์นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยจะอาจเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3% จากประมาณการปัจจุบันที่ 2% (ค่ากลาง) ทั้งนี้ หากการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้อยู่ 1.3-1.6% สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำสุดในรอบราว 6 ปี

สำหรับแนวโน้มของเงินเฟ้อ น่าจะปรับสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะไม่เพิ่มขึ้นเยอะมากนัก เนื่องจากภาครัฐมีกลไกในการดูแลราคา เช่น กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คอยรองรับอยู่แล้ว
นับว่าน่าเป็นห่วง หากรัฐบาลยังไม่มีแผนตั้วรับในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ เพราะหากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเริ่มชัดเจนทันที โดยเฉพาะผ่านราคาน้ำมันเงินเฟ้อ ข้าวของแพงขึ้น ค่าระวางเรือทำให้การส่งออกยากขึ้นเพราะต้นทุนสูง และความผันผวนของตลาดการเงินโลก
ฉะนั้น “แผนเฉพาะหน้า” รัฐต้องบริหารจัดการสำรองพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อดูแล “ค่าครองชีพของประชาชน” รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน บางครั้งราคาไม่ใช่ปัญหาแต่ปัญหาคือ…สินค้ามีไม่พอ
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















