รัฐทยอยปรับราคาดีเซลครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อลดผลกระทบประชาชน พร้อมดัน B10-B20 เป็นทางเลือก ย้ำสต๊อกน้ำมันยังเพียงพอ ขออย่ากักตุน เชื่อสถานการณ์คลี่คลายได้
เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการดูแลพลังงานและราคาสินค้าในประเทศ ภายหลังสถานการณ์น้ำมันโลกผันผวน
ที่ประชุมมีมติปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยจะประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังเพิ่มเติมจากหน้าปั๊ม พร้อมทยอยปรับดีเซล B7 ไม่เกินลิตรละ 33 บาท โดยเริ่มปรับขึ้น 50 สตางค์ในวันที่ 18 มี.ค. เพื่อลดผลกระทบประชาชน

นอกจากนี้ เตรียมขยายการใช้ไบโอดีเซล ทั้ง B10 และ B20 เพื่อเพิ่มทางเลือกและช่วยลดต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะภาคขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรม ควบคู่กับการช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมันในประเทศ
ด้านกระทรวงพลังงานยืนยัน ปริมาณน้ำมันดิบยังเพียงพอ โดยมีแหล่งนำเข้าจากนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐฯ และแองโกลา ใช้ได้กว่า 100 วัน และโรงกลั่นในประเทศเดินเครื่องเกิน 100%
ส่วนปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ เกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมัน ทำให้การขนส่งไม่ทัน รัฐจึงเตรียมผ่อนปรนข้อจำกัดรถขนน้ำมัน เพิ่มเที่ยววิ่ง และเปิดคลังน้ำมันกระจายสินค้าให้ทั่วถึงมากขึ้น
ภาครัฐยังขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุนน้ำมัน และยืนยันจะเข้มงวดตรวจสอบการกักตุนหรือขายเกินราคา พร้อมเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน



















