“กกพ.” เตรียมเคาะทางเลือกค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.69 วันที่ 25 มี.ค.นี้ ย้ำต้นทุนพุ่งแน่นอน ขณะที่พีคพุ่งเป็น 36,000 เมกะวัตต์ ส่วนการประกาศอัตราค่าไฟเท่าไหร่ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล ยันจำเป็นต้องแจงต้นทุนจริงต่อสาธารณะ เพื่อปรับตัวรับมือพลังงานผันผวนในระยะยาว
สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการโจมตีลุกลามไปยังประเทศสนับสนุนสหรัฐ อย่างกาตาร์แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ป้อนตลาดโลก ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะมีหน้าที่ประกาศค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (FT) ออกมาให้สัญญาณว่าค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.69 สูงขึ้นแน่นอน
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า กกพ.อยู่ระหว่างการพิจารณาต้นทุนเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และจะสรุปต้นทุนทั้งหมดในวันที่ 25 มี.ค.69 นี้ จากนั้นจะนำไปรับฟังความเห็น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายกำหนดให้ค่าไฟฟ้าเป็นเท่าใด เพื่อให้กกพ.ประกาศค่าเอฟทีต่อไป
ทั้งนี้ กกพ.ยืนยันจะทำหน้าที่สะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าตามจริงให้ทุกภาคส่วนรับทราบ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดต้นทุนจริงได้ถูกต้อง ส่วนภาคประชาชนก็จะได้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้า เพราะหากใช้ไฟฟ้าน้อยการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้นทุนสูงอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็จะต่ำลงไปด้วย (การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใช้หลักเดินโรงไฟฟ้าจากต้นทุนต่ำก่อน คือ ถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติ ตามลำดับ) ซึ่งการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ในปีนี้น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.69 เพิ่มเป็น 36,000 เมกะวัตต์จากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 34,000 เมกะวัตต์
สำหรับค่าเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค.2569 มีแนวทางจะนำเงินคืน หรือ Claw back 9,400 ล้านบาท คิดเป็น 13 สตางค์ มาลดต้นทุนค่าไฟฟ้าแน่นอน ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าในบิลประชาชนอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มเล็กน้อยจากค่าไฟฟ้างวดเดือนม.ค.-เม.ย.69 จำนวน 7 สตางค์

“หากรัฐบาลมีนโยบายตรึงค่าเอฟทีให้เท่างวดก่อน ทำให้ค่าไฟฟ้าในบิลประชาชนคงที่ในระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยขณะที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าจริงสูงขึ้น ก็ต้องคำนึงถึงเงินคงค้าง (Accommulated Factor : AF) ที่เกิดขึ้นจริงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยว่า กฟผ.จะรับภาระได้มากแค่ไหน เพราะการตรึงค่าไฟจากจากต้นทุนที่เพิ่มจากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้กฟผ.รับภาระไปสูงสุด 150,268 ล้านบาทภายในระยะเวลา 1 ปีกว่า ๆ (ก.ย.64-ธ.ค.65) จนเกือบทำให้กฟผ.ถูกลดเครดิตเรทติ้ง ซึ่งการทำให้กฟผ.อ่อนแอลงนั้น ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการทยอยใช้คืนกฟผ.จนเหลือ 36,000 ล้านบาท คิดเป็น 50 สตางค์ ซึ่งหากคืนกฟผ.ก้อนนี้หมดไปเลย ค่าไฟที่ปรากฎในบิลประชาชนจะต้องปรับเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย แต่หากแขวนหนี้กฟผ.ออกไปก่อน ค่าไฟฟ้าจะปรับเพิ่มเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย” นายวรวิทย์ กล่าว
ทั้งนี้นายวรวิทย์ กล่าวย้ำว่า ได้เสนออีกครั้งว่ามีแนวทางที่จะทำให้ค่าเอฟทีปรับลดลงได้ โดยให้ฝ่ายนโยบายทบทวนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐที่สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นในช่วงแรก ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2550 โดยยังมีผลต่อค่าเอฟทีประมาณ 17 สตางค์ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนลดลงแล้ว ควรปรับลดลง หากลดลงได้ก็จะช่วยลดค่าเอฟทีลงได้
สำหรับแนวทางกระชับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไม่ให้ค่าไฟฟ้าโดดสูงเกินไป มุ่งเน้นแนวทางดังนี้
1.เดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ เดินเครื่องจาก 700 เมกะวัตต์เป็น 900 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตที่มีอยู่ ประมาณ 1,200 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันเดินเครื่องได้ประมาณ 700 เมกะวัตต์ จากปัญหาดินไสด์ที่เหมืองลิกไนต์ ที่ทำให้ต้องจัดส่งถ่านหินจากแหล่งสำรอง รวมทั้งการพิจารณานำโรงไฟฟ้าชุดที่ 9 และ 10 ที่ปลดระวางไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีต้นทุนประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย
2.โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในส่วนของกำลังผลิตในประเทศเรียกเพิ่มไม่ได้มาก เพราะการบริหารจัดการขึ้นอยู่กับสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา (สบอ.) ซึ่งภาคเกษตรและการใช้เพื่ออุปโภคบริโภคมาก่อน การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำจากเขื่อนเป็นผลพลอยได้จากการปล่อยน้ำ ดังนั้นพลังน้ำจะมาจากการไฟฟ้าพลังน้ำจากสปป.ลาว เป็นหลัก โดยเพิ่มเข้าระบบอีก 10%
ปัจจุบันไทย และสปป.ลาวมีกรอบความร่วมมือรับซื้อไฟฟ้า 10,500 เมกะวัตต์ ป้อนให้ไทยแล้ว 4,461.60 เมกะวัตต์ ที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเ พื่อป้อนให้ไทยเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าปากลาย,ปากแบง ,หลวงพระบาง ,เซกอง 4A และ 4B อีก 3,407.30 เมกะวัตต์ รวม 7,868.9 เมกะวัตต์ รวมการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 1,473 เมกะวัตต์ รวมเป็น 9,342 เมกะวัตต์
3.เปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ในกลุ่ม non -firm หากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเพิ่มสามารถเสนอเรื่องให้ กกพ.พิจารณาซื้อไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มเติมได้
4.เบ่งกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเพิ่มได้อีก 150 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน จากการผลิตปัจจุบัน 2,000-2,500 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน
5.เสนอให้รัฐช่วยค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้อมูลสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในรอบเดือนพ.ค.-ส.ค.นี้จะมาจาก พลังน้ำ 20% ถ่านหิน 15% พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ 10% และก๊าซธรรมชาติ 55% โดยจำนวนนี้มาจาก LNG สัดส่วน 35.4% เมียนมา 9.55% ที่เหลือเป็นก๊าซฯจากอ่าวไทย 55%
ในส่วนของราคา LNG ล่าสุดราคาปิดตลาดวันที่ 20 มี.ค.69 ราคา LNG อยู่ที่ 22.732 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู โดยที่ผ่านมาผันผวนในระดับ 22-25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู โดยหากราคา LNG ปรับเพิ่มจากประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จะทำให้ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้การที่ราคา LNG ไม่โดดสูงขึ้นมากแม้จะมีการโจมตีฐานการผลิต LNG ของกาตาร์ ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไป 17% (เทียบ LNG เคยสูงขึ้นไปถึง 40 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในช่วงสงครามรัสเซียยูเครนปี 65) เป็นเพราะความชัดเจนที่ นายซาอัด อัล-กะอ์บี CEO ของ Qatar Energy ได้ออกแถลงการณ์ ว่า การโจมตีจะทำให้กำลังการผลิต LNG หายไป 12.8 ล้านตันต่อปี ใช้เวลาซ่อมแซม 3-5 ปีทำให้ตลาดคลายความกังวลลงไป
ในส่วนของ LNG ที่ไทยจะต้องนำเข้านั้น ปัจจุบันไทยพึ่งพาจากกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี จากปริมาณนำเข้าปี 69 รวมประมาณ 13 ล้านตันต่อปี เพิ่มจากปี 68 ที่นำเข้า 12 ล้านต้น การขาดส่ง LNG จากาตาร์กระทบซัพพลายของไทยไปไม่มากนักประมาณ 15% ปัจจุบันมีการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆมาชดเชยแล้ว โดยกลุ่มปตท. และผู้ที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper License) ช่วยกันนำเข้า ในส่วนของชิปเปอร์นำเข้าใช้ในโรงไฟฟ้าของตนเอง เช่น Gulf LNG, บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) เป็นต้น
ทั้งนี้ นายวรวิทย์ ย้ำว่า ได้เสนอให้ฝ่ายนโยบายมีการทบทวนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ตั้งแต่ช่วงที่มีการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2550 มีระยะเวลาสนับสนุน 7-10 ปี ซึ่งยังมีผลต่อค่าเอฟทีประมาณ 17 สตางค์ ซึ่งจะช่วยลดค่าเอฟทีลงได้



















