“เทพไท” สาธยายการแต่งตั้ง “ครม.อนุทิน 2” ฝุ่นตลบ!!! “พท.” วุ่นสุด เพราะได้สส.น้อย ทำให้โควตารมต.น้อยลงตาม แต่ “ภท.” แม้มี “ครูใหญ่” บริหารจัดการให้ “บ้านใหญ่-บ้านเล็ก” ที่ดูดเข้ามามีเก้าอี้ แต่ก็จำเป็นต้องตัด “คนนอก” ทั้ง “บวรศักดิ์-อรรถพล” เพื่อเสถียรภาพรัฐบาล เหลือไว้แค่ “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี” ตามที่โฆษณาหาเสียงไว้
เมื่อวันที่ 23 มี.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “ครม.อนุทิน 2 ฝุ่นตลบ” มีรายละเอียดว่า…“หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนี้กำลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ทั้งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะเห็นความเคลื่อนไหว หรือแรงกระเพื่อม แย่งชิงกันเป็นรัฐมนตรีในพรรคการเมือง 2 พรรค คือพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
แต่ที่มีการแย่งชิงตำแหน่งกัน หรือวิ่งเต้นกันอย่างฝุ่นตลบ น่าจะเป็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เพราะมีแคนดิเดตที่จะเป็นรัฐมนตรีหลายคน แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง สส.จำนวนน้อย ทำให้โควตารัฐมนตรีลดน้อยลงตามจำนวน สส. จึงมีการแย่งชิงกันเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี วิ่งเต้นกัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ดูด “บ้านใหญ่-บ้านเล็ก” และควบรวมหรือดูดยกพรรคเข้ามาเป็น สส.พรรคภูมิใจไทยหลายกลุ่ม หลายก๊วน แต่ภายใต้การบริหารจัดการของ “ครูใหญ่” ทุกอย่างก็เรียบร้อย “โรงเรียนครูใหญ่” แต่จะมีคลื่นใต้น้ำหรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และโควตารัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็มีจำกัด จึงเห็นได้ว่า “เทคโนแครต” หรือ “บุคคลภายนอกมืออาชีพ” ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ในยุคสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 จำนวน 5 คน ซึ่งมากินโควตาของพรรคภูมิใจไทย
ในที่สุดจะเห็นท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเมินเฉย จน “เทคโนแครต” หรือ “บุคคลภายนอก” ที่เคยมาช่วยรัฐบาลในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 คือ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่เป็น 1 ใน 5 และปัจจุบันรักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังทำหน้าที่แก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันอยู่ในขณะนี้ แต่เป็นที่รู้กันว่า รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนใหม่ คือนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ซึ่งนายอรรถพลคงรู้ตัวว่า ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลชุดนี้ กับอีกหนึ่งคน คือนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระแสข่าวว่า ได้แสดงความจำนงไปยังนายอนุทินเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะไม่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายในรัฐบาลชุดต่อไป แม้ว่านายอนุทินขอร้องให้รับตำแหน่งอื่นที่สำคัญ นายบวรศักดิ์อ้างว่า อายุมากแล้ว
แต่เป็นที่น่าสังเกต ระหว่างการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ฟอร์มรัฐมนตรีอยู่ ไม่มีใครพูดถึงนายบวรศักดิ์มาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเลย เหมือนกับกรณีของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ซึ่งผิดกับตอนสมัยการเชิญเข้าร่วมรัฐบาลในอนุทิน 1 ที่นายอนุทินเป็นผู้โทรศัพท์ไปเชื้อเชิญเอง แต่วันนี้แค่คำ “ขอบคุณ” ยังฝากขอบคุณนายบวรศักดิ์ผ่านคนอื่นไป ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่ทั้ง 2 คน สามารถรับรู้ได้ว่า มาด้วยกัน 5 คน คือนางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ และนายบวรศักดิ์ สุวรรณโณ แต่เพื่อประหยัดโควตารัฐมนตรี เซฟโควตาให้กับกลุ่มการเมืองในพรรคภูมิใจไทย จึงจัดเก้าอี้รัฐมนตรีไว้ให้แค่ 3 คน ตามที่ได้โฆษณาหาเสียงไว้ ตัดทิ้งไป 2 คน
จึงเป็นที่มาของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ “ครูใหญ่” ต้องเซฟเก้าอี้ของบุคคลภายนอกไว้ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อจะนำเก้าอี้เหล่านี้ไปแจกจ่ายให้กับ “บ้านใหญ่-บ้านน้อย” และ “กลุ่มก๊วนต่างๆ” ในพรรคภูมิใจไทย เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อไป”

“สส.เพื่อไทย” เซ็ง แบ่งเก้าอี้ “รมต.” ไม่ลงตัว เอาแต่ “คนใกล้ชิด” ขู่พร้อมย้ายพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขณะนี้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลได้ส่งรายชื่อถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ อย่างไรก็ตาม รายชื่อในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย อย่างน้อย 2 รายชื่อที่ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ มีความสุ่มเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติ เนื่องจากมีคดีในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองที่ดินของรัฐ มีโอกาสสูงที่จะถูกตีกลับรายชื่อเพื่อเสนอบุคคลที่เหมาะสมแทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวของ สส.เพื่อไทย ในหลายจังหวัด ทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง ได้พูดคุยหารือถึงแนวทางการบริหารงานพรรคหลังเลือกตั้ง รูปแบบการบริหารจัดการภายในมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นายหญิงน้อย ที่กำลังยกระดับความเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณคนใหม่” ของพรรค มีบทบาทกำหนดทิศทางตัวจริงอย่างเบ็ดเสร็จ และมีส่วนสำคัญในการพิจารณารายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จนเกิดคำถามต่อ “คนในพรรค” มากมายถึงความเหมาะสมของหลายคน ท่ามกลางข้อสังเกตว่า เลือกเฉพาะ “บุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจในพรรค” เท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ สส.ที่มีบทบาทในหลายพื้นที่ ที่สร้างผลงานได้เป็นอย่างดี หรือป้องกันแชมป์มาหลายสมัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.หลายคนมองตรงกันว่า หากแกนนำของพรรคไม่ให้ความสำคัญในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามความเหมาะสมในแต่ละภาค หรือพิจารณาตามผลงาน จะเสียโอกาสในการรักษาและต่อยอดพื้นที่ของพรรคอย่างมาก และสส.มองตรงกันว่าก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่กับพรรคต่อไป
“ถ้าเขาไม่เห็นค่าจะอยู่ไปทำไม เดี๋ยวคงไปมอบตัว” แหล่งข่าวระบุ



















