“3 โรงกลั่น” ประสานเสียง ผลิตเต็มพิกัด-กระจายน้ำมันทั่วถึง แนะตรวจสอบ “เส้นทางขนส่ง” ของ Jobber ให้สุดทาง ย้ำมี Jobber ถึง 243 ราย ตัวแปรกระจายน้ำมันของประเทศไทย ด้าน “กระทรวงพลังงาน” วางระบบคุมเข้มขนส่ง ขายและน้ำมันคงเหลือ สนธิกำลัง “ตำรวจ-ดีเอสไอ-มหาดไทย” พร้อมลงดาบผู้กักตุนและลักลอบส่งออก เหตุน้ำมันไทยต่ำกว่ามาเลย์ 7 บาท
ในช่วงที่ผ่านมา “โรงกลั่นน้ำมัน” ต่างออกมายืนยันตัวเลขว่า ผลิตน้ำมันเต็มศักยภาพและเกินกำลังผลิตด้วย แต่ “ทำไมน้ำมันดีเซลจึงไม่พอ” ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกิดกระแสความไม่พอใจการบริหารจัดการของรัฐบาลในวงกว้าง จนนำมาสู่การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบบริหารจัดการสร้างความโปร่งใส
แหล่งข่าวจากโรงกลั่นน้ำมัน กล่าวถึงกระบวนการขายและการขนส่งน้ำมัน จากโรงกลั่นน้ำมันว่า การบริหารจัดการโรงกลั่นน้ำมันหลักทั้ง 3 แห่งในในเครือ ปตท. ประกอบด้วย โรงกลั่นไทยออยล์, โรงกลั่น GC และ โรงกลั่น IRPC เทียบก่อนสงคราม หรือในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.69 และหลังสงครามช่วงวันที่ 1-23 มี.ค.69 จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อนำแนวทางการบริหารจัดการช่วงวิกฤติมาใช้ และบริหารร่วมกับรัฐบาล กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
โดยปรากฎว่า ปริมาณน้ำมันมีความต้องการสูง โรงกลั่นทั้ง 3 แห่ง มีการกลั่นเพิ่มขีดความสามารถเป็น 109% หรือเพิ่มขึ้น 9% ของกำลังการกลั่น ผลิตน้ำมันดีเซล 51.4 ล้านลิตรต่อวัน จากปกติ 48 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนน้ำมันเบนซิน กลั่นเท่าเดิม 11 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนยอดการขายดีเซล 49.3 ล้านลิตรต่อวัน จากปกติ 42 ล้านลิตรต่อวัน เบนซิน มียอดขาย 11 ล้านลิตรต่อวัน
ส่วนการส่งออกนั้น รัฐบาลห้ามการส่งออก แต่ยังให้ส่งไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา ตามที่รัฐบาลได้ทำความตกลงระหว่างประเทศไว้ ในส่วนของ “น้ำมันดีเซล” ส่งออกลดลงไปมากกว่า 75% เหลือ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน จากปกติส่งออกน้ำมันดีเซลที่เกินความต้องการในประเทศ 6.3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันเบนซิน ส่งออก 2.4 แสนลิตรต่อวัน

เมื่อกลับมาดูการผลิตน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นของโรงกลั่น แหล่งข่าว กล่าวว่า มีการผลิตเต็มที่ เพื่อป้อนความต้องการในประเทศให้เพียงพอ จนต้องดึงปริมาณสำรองตามกฎหมายขึ้นมาใช้ในการกลั่น และก็ต้องทยอยเพิ่มสำรองกลับไป เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่ให้สำรอง 1% ส่วนคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 ให้สำรองเพิ่มเป็น 3% ภายในวันที่ 30 เม.ย.69 ได้มีการชะลอออกไป
สำหรับการบริหารจัดการด้านค้าปลีกของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งมีปั๊มจำนวน 2,413 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นของทั้งดีลเลอร์ ถือว่าเป็นปั๊มหลักในการบริหารจัดการเต็มพิกัดในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยยืนยันว่า การขายน้ำมันดีเซลและเบนซินเพิ่มขึ้น 9.5 ล้านลิตรต่อวัน มากกว่าปกติ 25% โดยเฉพาะดีเซลมากกว่าปกติ 35% จากในช่วงปกติขายน้ำมันอยู่วันละ 38.4 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นดีเซล 24.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซิน 13.9 ล้านลิตรต่อวัน ยอดขายหลังเกิดสงครามเพิ่มเป็น 47.1 ล้านลิตร แบ่งเป็น ดีเซล 32.3 ล้านลิตร และเบนซิน 14.8 ล้านลิตร
“OR ได้จ่ายเบนซินและดีเซลออกจากคลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สำรองตามกฎหมายต่ำกว่าปกติ 50% จาก 600 ล้านลิตรเหลือ 330 ล้านลิตร”แหล่งข่าว กลา่าวยืนยัน
แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า การส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังปั๊มต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายน้ำมัน แต่ปกติโรงกลั่นขายให้ “ผู้ค้าส่ง” หรือ Jobber ซึ่งตามกฎหมายไทย เรียกว่า “ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10” ซึ่งต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำ 30,000 ตันต่อปี เป็นผู้ซื้อน้ำมันล็อตใหญ่จากโรงกลั่น แล้วนำมากระจายขายต่อให้ “ลูกค้ารายย่อย” เช่น ปั๊มอิสระ ปั๊มชุมชน โรงงาน และภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมี Jobber มากถึง 243 ราย สะท้อนว่า “กลุ่ม Jobber” มีบทบาทในการกระจายน้ำมันของประเทศ เป็นตัวแปรสำคัญของ “ระบบน้ำมันไทย” ซึ่งการมีอยู่ของ Jobber อันที่จริงก็มีด้านดี ในแง่ช่วยกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ห่างไกล ช่วยระบบเศรษฐกิจฐานราก แต่ก็มีด้านที่ต้องจับตาเช่นกัน นั้นคือ จะมีจังหวะของการ “กั๊กสต็อก” และการปล่อยของตามจังหวะราคา ซึ่งย่อมกระทบกับปริมาณน้ำมันในตลาดช่วงวิกฤติแบบนี้

ทั้งนี้ก่อนเกิดวิกฤติในครั้งนี้ ทั้ง 3 โรงกลั่น ขายดีเซลให้ Jobber อยู่ราว ๆ 5 ล้านลิตรต่อวัน เป็น Jobber ที่มีการซื้อขายกันประจำประมาณ 84% สัดส่วน 4.16 ล้านลิตร ส่วน Jobber ขาจร 8.4 แสนลิตรต่อวัน พอเกิดสงครามในตะวันออกกลางต้องเน้นกระจายน้ำมันไปยังปั๊มเป็นหลัก ส่วน Jobber ลดการขายลง โดยตัวเลขในช่วงวันที่ 1-20 มี.ค.69 ลดการขายให้ Jobber ขาประจำเหลือ 3.43 ล้านลิตรต่อวัน ต่อมาเมื่อ Jobber และลูกค้า Jobber เกิดความเดือดร้อนหนัก ในช่วงวันที่ 21-23 มี.ค.69 ก็มีการวางแนวทางกลับมาขายให้ Jobber ประจำเพิ่มเป็น 4.94 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนราคาขายนั้น ปตท.ขายให้ Jobber ขาประจำด้วยราคาเดียวกับหน้าปั๊มในพื้นที่ ซึ่งเริ่มมีผลไปเมื่อ 21 มี.ค.69
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ส่วนเส้นทางการขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นทั้งไทยออยล์, โรงกลั่น GC และโรงกลั่น IRPC ได้แบ่งเป็น 46% ส่งผ่านรถบรรทุกน้ำมัน, อีก 29% ส่งทางเรือ และ 25% ส่งทางท่อ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่ง เนื่องจากต้องขนส่งหลายชนิดผลิตภัณฑ์ตามรอบ และจำเป็นต้องขนส่งจากท่อด้วยรถบรรทุกเพื่อให้ถึงลูกค้า
ทางด้านการบริหารจัดการดีเซลของ 3 โรงกลั่นจะเป็นรูปแบบ FOB หรือให้ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและส่งมอบสินค้า โดยการขนส่งขึ้นกับความต้องการรับของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งลูกค้าก็มีทั้งค่าย SUSCO, PT, SHELL, CALTEX รวมถึง OR
หากแยกการบริหารจัดการน้ำมันดีเซลของแต่ละโรงกลั่นในช่วงวิกฤติ “โรงกลั่นไทยออยล์” ผลิตอยู่ 19.2 ล้านลิตรต่อวัน ขาย 100% ให้ผู้ค้ามาตรา 7 และ Jobber แบ่งเป็น 73% ลูกค้ารับทางรถบรรทุกจากหน้าโรงกลั่น อีก 17% OR รับน้ำมันทางเรือจากไทยออยล์ออกไป ส่วนอีก 10% ไทยออยล์ขนส่งน้ำมันทางท่อไปขายให้ลูกค้ามาตรา 7 และ 10
ส่วน “โรงกลั่น GC” ผลิตอยู่ 18.9 ล้านลิตรต่อวัน จัดส่งให้ลูกค้า แบ่งเป็น 59% เป็นการขนส่งทางท่อ โดย OR รับน้ำมันดีเซลจาก GC ทางท่อ อีก 32% จ่ายน้ำมันทางรถให้ OR และ Jobber ส่วนการขนส่งทางเรือจำนวนน้อย 8% เนื่องจากข้อจำกัดของการขนส่งทางเรือ
ทางด้าน “โรงกลั่น IRPC” แบ่งเป็น 76% ส่งให้ OR และขนส่งไปคลังของ IRPC อีก 24% เป็นลูกค้า Jobber ส่วนทางท่อไม่ได้ส่ง เนื่องจากโรงกลั่นไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อขนส่งน้ำมัน
จากการสำรวจเส้นทางการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นทั้ง 3 แห่ง และการขายไปยังปั๊มน้ำมัน มีการตรวจสอบเส้นทางและปริมาณได้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่ต้องค้นหาเชิงลึกอยู่ตรง “จุดการกระจายน้ำมันของ Jobber” ว่าไปส่งต่อให้ลูกค้าที่เป็นโรงงานและธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงปั๊มน้ำมันอิสระอย่างไร ซึ่งกรณี Jobber ส่งให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า 3,000 ลิตรต่อเที่ยวนั้น มีการวัดปริมาณน้ำมันกันชัดเจนอยู่แล้ว แต่การส่งให้ลูกค้าเที่ยวเล็ก ๆ ต่ำกว่า 3,000 ลิตร ยังไม่มีการวัดปริมาณน้ำมันกันแน่ชัด
“กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบการกระจายน้ำมันของ Jobber ให้ครอบคลุมการขนส่งด้วยรถบรรทุกเที่ยวเล็ก ๆ ด้วยว่าไปไหนต่อ เพื่อให้แน่ใจว่า น้ำมันไม่ได้หายไปไหนจริงๆ”แหล่งข่าวระบุ

ทางด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ยอดการใช้น้ำมันระโดดไปกว่า 20% จริง เพราะผู้บริโภคก็พยายามเติมให้เต็มถัง เพราะไม่รู้ราคาจะขึ้นไปเมื่อไหร่ ซึ่งถึงจุดหนึ่งความต้องการก็จะลดลงเอง ส่วนในเรื่องของการกระจายน้ำมันที่ผ่านมานั้น เมื่อมียอดการใช้มากอย่างที่กล่าว บริษัทน้ำมันก็มองว่าประชาชนจะต้องได้รับการจัดสรรก่อน จึงกระจายน้ำมันไปยังปั๊มเยอะ และลดการส่งให้ Jobber
แต่เมื่อเกิดวิกฤติ ทำให้น้ำมันมีจำกัด ก็เลยเกิด 2 ราคา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถบรรทุกก็มาเติมน้ำมันกันหน้าปั๊ม ทำให้หัวจ่ายไม่พอ จากขนส่งน้ำมันไปป้อนให้ปั๊มวันละเที่ยวก็ไม่พอขาย ครึ่งวันหมด
“ใช้คำว่า “มั่ว” ก็ไม่ผิด เพราะตลาดน้ำมันที่ขายให้ปั๊มกับ Jobber มาชนกัน” นายประเสริฐ กล่าวและว่า วิธีที่เราจัดการในตอนนี้ คือไปคุยกับผู้ค้าน้ำมัน อีกส่วนคือผ่อนผันการสำรองน้ำมันให้ลดลงมาได้ แต่ก็ต้องกลับมาเติมให้เต็มเหมือนเดิมภายในกี่วัน รวมถึงปูพรมตรวจสอบว่า “ใครกักตุน” ปั๊มไหนไม่ขายให้ประชาชน ก็จะไปดูว่าปั๊มแห้งจริงหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ต้องไปเจาะลึกว่า “กักตุนหรือไม่” หรือมียอดต้องส่งออกไป แล้วนำมาพัก ก็เป็นเรื่องของตำรวจ ตอนนี้ทุกฝ่ายก็ระดมตรวจทุกพื้นที่ ตรงไหนสงสัยก็ไปตรวจ ใครมีเบาะแสก็มาบอก เพราะหากมีการกักตุนหรือลักลอบส่งออก ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เราก็พยายามอุดรูรั่ว ซึ่งดีเอสไอก็มาช่วย
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ก็มาบริหารจัดการ Jobber แต่ละรายเคยได้โควตาเท่าไร่ ก็ได้ตามนั้น โดยดูจากช่วงก่อนเกิดวิกฤติ เช่น เดือนม.ค.หรือปีที่แล้วได้ตั๋วกี่ลิตร ก็ได้อย่างน้อยเท่าเดิม ทุกเจ้าได้โควตาเติมทั้ง Jobber และผู้ค้ามาตรา 7 แต่ทั้งหมดต้องรายงานตัวเลขเข้ามา ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ามาตรา 7 และ Jobber ในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ว่ามีน้ำมันเท่าไหร่ ขายให้ใคร และคงเหลือเท่าไหร่ ซึ่งตัวเลขต้องบาลานซ์มาชนกัน ใครไม่รายงาน หรือรายงานเท็จมีความผิด เพื่อตรวจสอบว่า น้ำมันจะไม่หายไปไหน เชื่อว่าผู้ค้ามาตรา 7 และ Jobber ต้องรายงานตามจริง หากไม่ตามจริง ก็เจอดีเอสไอ ซึ่งเป็นการจัดระบบเพื่อความโปร่งใส อย่าง Jobber พอได้โควต้าได้น้ำมันตามเดิมไปแล้วไปส่งให้ใคร มีอะไรผิดปกติดีเอสไอจะมาดำเนินคดีเลย
อย่างไรก็ตาม ในการรายงานข้อมูลนั้น อาจมีบางปั๊มน้ำมันอิสระรายงานแบบแมนนวล ไม่เรียลไทม์ ทางกระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปตรวจสอบและคุยกับผู้ค้าที่เป็นปั้มอิสระ ให้รายงานปริมาณการขายและน้ำมันคงเหลืออย่างถูกต้อง
“พอทั้งหมดรู้ว่า ใครได้ ใครรับ และใครขายเท่าไหร่ ก็จะตรวจสอบได้ว่า น้ำมันไปไหน จากเดิมที่ระบบเดินเอง แต่ตอนนี้ต้องมีการรายงานว่า น้ำมันทุกลิตรไปไหน ต้องถึงประชาชนได้จริง และออกเป็นแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสถานะปั๊มน้ำมัน”ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว
ในส่วนของการลักลอบนำน้ำมันไปขายเพื่อนบ้านนั้น นายประเสริฐ ยอมรับว่า น้ำมันดีเซลของไทยยังถูกว่าเพื่อนบ้านหลายบาท เช่น มาเลเซียตอนนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 39.54 บาทต่อลิตร ส่วนของไทย ณ วันที่ 25 มี.ค.69 อยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร หรือต่างกันอยู่ 7 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม กรมศุลกากร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงานได้เข้ามาช่วยกัน เพื่อปิดช่องทางการลักลอบส่งออกให้มากที่สุด



















