“เศรษฐกิจเติบโตช้า-ค่าครองชีพแพง” วิกฤติใหม่เศรษฐกิจไทย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่น ๆ ปรับเพิ่มสูงจาก “วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางขนน้ำมัน 20% ของโลก

รัฐบาลทั่วโลกต้องใช้นโยบายฉุกเฉิน เช่น ปล่อยน้ำมันสำรอง ตรึงราคา รวมถึงลดภาษีน้ำมัน เพื่อชะลอผลกระทบเงินเฟ้อและพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลง แต่มาตรการเหล่านี้ก็เป็นแค่บรรเทาอาการระยะสั้น ๆ และจะสร้างความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

ในส่วน รัฐบาลไทย การดำเนินการที่ผ่านมาสะท้อนแนวทาง “ประคองสถานการณ์” มากกว่าแก้เชิงโครงสร้างโดยช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเปราะบางราว 13 ล้านคน, กลุ่มเกษตรกรผ่านการจัดหาปุ๋ยราคาถูก, กลุ่มขนส่ง, กลุ่มประมง, กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มผู้รับเหมาโครงการรัฐ ซึ่งเป็นมาตรการที่อาจจะช่วยลดความกดดันเรื่องค่าครองชีพ แต่ก็มีปัญหาด้านการคลังตามมา

ช่องแคบฮอร์มุช

อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้ไม่กระทบเฉพาะ “น้ำมัน” เท่านั้น แต่กำลังลามไปยัง “พลังงานทั้งระบบ” ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพ เพราะพื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว เช่น LNG/LPG สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 50% 

ดังนั้น ความเสียหายจากสงครามจะส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ๆ เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ขาดแคลน‘แนฟทา’ โรงงานต้องหยุดผลิตชั่วคราว บวกกับกรณีระเบิดในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติของกาตาร์ ผู้ส่งออก LNG รายสำคัญของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทยที่ใช้ผลิตไฟฟ้าสูงถึง 57% ของกำลังการผลิตทั้งหมดทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟตามมา อีกทั้งน้ำมันโดยเฉพาะ “ดีเซล” ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในระบบขนส่งสินค้า หากขาดแคลนหรือราคาสูงขึ้น จะทำให้ธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมปั่นป่วนอย่างหนัก 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ทำการทดสอบภาวะวิกฤติกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ด้วยสมมติฐานหากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ 

น่าเป็นห่วงหากราคาน้ำมันถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะ Stagflation กล่าวคือ เกิดวิกฤติ 2 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ เกิดการหยุดชะงักหรือภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาฝืดเคือง “Stagnant” กับ “Inflation” คือ “ภาวะเงินเฟ้อ” หรือพูดง่าย ๆ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงจากต้นทุนราคาน้ำมันแพง สินค้าต่าง ๆ ราคาแพง ซึ่งประเทศไทยเคยเกิดภาวะดังกล่าวในปี 2523 อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 10% เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นกว่า 40% สิ่งที่ตามมาคือ “เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องยาวนาน” หลังจากนั้นหลายปี เป็นวิกฤติที่หนักสุด ๆ

หากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจริง โอกาสเงินเฟ้อของไทยอาจจะสูงถึง 4-5% จากต้นทุนพลังงาน จะส่งผลกระทบกับการขนส่ง รวมถึงต้นทุนสินค้าและบริการในประเทศ จะสูงขึ้นโดยทันที ต้นทุนอาหารและสินค้าโดยทั่วไป ต้องปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าก็สูงขึ้น ส่งผลต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมก็จะขยับขึ้นตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นหลักมากถึง 8% ของจีดีพี. ขณะที่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันต่อกำลังซื้อ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จะเห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ได้ซ้ำเติมคนไทยทุกกลุ่ม ล่าสุดเรือโดยสารคลองแสนแสบและเรือด่วนเจ้าพระยาที่ประกาศปรับขึ้น 2 บาท ตลอดจนราคาปุ๋ยและสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 

แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ โครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูง เมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนต้องนำรายได้ไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น พลังงานหรืออาหารมากขึ้น เงินที่จะนำไปใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ก็น้อยลง

นั่นหมายความว่า ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ย่อมได้รับผลกระทบยอดขายชะลอตัว แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาได้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง สถานการณ์นี้เท่ากับบีบให้ธุรกิจต้องลดลต้นทุนลง อาจใช้วิธีลดการจ้างงาน หรือชะลอการลงทุน สุดท้ายคนจะตกงานมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการหารายได้เข้าประเทศ ก็ได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันสูงขึ้น ย่อมทำให้ต้นทุนการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ตั๋วเครื่องบินมีราคาแพงขึ้น นักท่องเที่ยวต้องชะลอการเดินทางหรือใช้วิธีการเปลี่ยนเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้ ๆ ซึ่งประหยัดกว่า รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยต้องลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ ประกอบกับ การส่งออก ที่ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจโลก เครื่องยนต์ที่หารายได้เข้าประเทศทั้ง 2 เครื่องต่างต้องเผชิญแรงกดดันพร้อม ๆ กัน

ที่สำคัญ “เงินเฟ้อ” ที่เกิดจากตุ้นทุนพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ทำให้ “แบงก์ชาติ” ดำเนินนโยบายการเงินด้วยความยากลำบาก ว่าจะใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างไร การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออาจจะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเท่ากับเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นตามมา

ความเสี่ยงใหม่จากสงครามครั้งนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยโตอย่างช้า ๆ แต่ค่าครองชีพพุ่งสวนทาง กลายเป็น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ซึ่งจะเป็นบททดสอบโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ว่าแข็งแกร่งพอที่จะผ่านไปได้หรือไม่ หรือถึงเวลาต้องยกเครื่องครั้งใหญ่อย่างจริงจัง

……………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

สารถึง “มส.-พศ.”

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img