นายกฯ “อนุทิน” รับลูก กกร. หลังเปิดข้อมูล 10 หน่วยงานรัฐถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์ สั่งรัฐมนตรีทุกกระทรวงเร่งตรวจสอบ ย้ำไม่มีหน่วยงานใดมีสิทธิเรียกรับสินบน พร้อมชี้ภาพลักษณ์คอร์รัปชันไทยกลายเป็น “ดิจิทัลฟุตพริ้นท์” ฝังความรู้สึกประชาชน ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ 10 หน่วยงานภาครัฐ ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการเรียกรับค่าใช้จ่ายพิเศษหรือสินบน ว่า เรื่องลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับหน่วยงานใดของรัฐ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังข้อสะท้อนจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง และในวันเดียวกันนี้ตนได้หารือกับอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ถูกพาดพิง โดยได้สอบถามว่าเหตุใดจึงเกิดข้อครหาดังกล่าว ทั้งที่กรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันไม่ได้มีภารกิจด้านการอนุญาตโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการตรวจสอบทางวิชาการ
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมโยธาธิการฯ ชี้แจงว่า คำว่า “โยธา” อาจครอบคลุมหน่วยงานระดับเทศบาล จังหวัด หรือหน่วยงานอื่นที่ใช้ชื่อคล้ายกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง
“อันนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ให้มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า หลังมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนเช่นนี้ จะมีการสั่งตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำเรื่องนี้แจ้งให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงรับทราบ เพื่อไปติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้อง
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังถูกจัดอันดับด้านความเชื่อมั่นเรื่องคอร์รัปชันอยู่ในลำดับที่ไม่น่าพอใจ จึงได้ตั้งข้อสังเกตกับหน่วยงานผู้จัดอันดับว่า ใช้วิธีการประเมินอย่างไร โดยได้รับคำตอบว่าใช้ “ดัชนีความรู้สึก” หรือการสำรวจความคิดเห็นเป็นหลัก
“ผมคิดว่าแค่นั้นยังไม่พอ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ใช้หลักธรรมาภิบาล มีองค์กรอิสระตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชันจำนวนมาก และรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ยอมรับว่า แม้ในทางปฏิบัติจะมีการดำเนินคดีและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดจำนวนมาก แต่ภาพจำเรื่องคอร์รัปชันยังคงฝังอยู่ในความรู้สึกของสังคมมายาวนาน จนกลายเป็นปัญหาด้านความเชื่อมั่นของประเทศ
“นี่คือสิ่งที่เราต้องล้างตราบาป จากนี้ไปเราต้องไม่ทำอะไรที่ไม่ดี สมัยก่อนใช้คำว่า ‘Stigma’ แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่า ‘ดิจิทัลฟุตพริ้นท์’ ถ้าเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันจะฝังอยู่ในความรู้สึกของคน ถามกี่ครั้งก็บอกว่าโกง เพราะที่ผ่านมาเราเคยสร้างแนวทางที่ไม่ดีไว้ จึงต้องช่วยกันแก้ไข” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย



















