“รังสิมันต์ โรม” นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน ฟังปมที่ดินทับซ้อน ชาวบ้านโชว์หลักฐานอยู่ก่อนป่า “ทวี” เสนอนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรม ย้ำไม่ช่วยทุนเทา
วันที่ 3 ก.ค. 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และพลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับกรณีที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
โดยมีนายประกอบ สิริวงศ์เทาสะอาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดปัญหาบริเวณวัดไผ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศเขตอุทยานฯ ไปทับซ้อนกับที่ทำกินของชาวบ้านเมื่อปี พ.ศ. 2524
คณะกรรมาธิการฯ ได้เข้าเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาจาก นางปิ่นแก้ว ชาวบ้านที่ถูกกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าจากการเปิดร้านขายอาหาร ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นฎีกา หลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินรวม 200,000 บาท ส่งผลให้ต้องถูกสั่งปิดร้านขาดรายได้จุนเจือชีพ และต้องขอเงินจากลูกๆ มาผ่อนชำระค่าปรับให้ศาลเดือนละ 3,000 บาท
นางปิ่นแก้ว ได้ยื่นเอกสารหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ต่อนายรังสิมันต์ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์พร้อมหลั่งน้ำตา ระบุว่า ครอบครัวของตนอาศัยและทำมาหากินในพื้นที่นี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ มีบ้านเลขที่ถูกต้องชัดเจน ก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานฯ ในปี 2524 เสียอีก
“หลานมาถามว่า ถ้าโดนไล่ที่แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน… พวกเราอยู่กันมาตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก” นางปิ่นแก้ว กล่าวด้วยความอัดอั้น
ขณะที่ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากแนวทางของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า ชาวบ้านรายใดที่อยู่ระหว่างถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จะถูกแยกออกจากการพิสูจน์สิทธิ์ของ “คณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลง” ทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้เสียสิทธิ์และต้องก้มหน้าสู้คดีตามลำพัง

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้เสนอทางออกเชิงนโยบายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้มีการ “นิรโทษกรรม” แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาอันเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนที่ดินทำกิน โดยต้องปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังและยกเลิกการบังคับคดีทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี ย้ำชัดเจนว่า การนิรโทษกรรมนี้จะต้องมีเงื่อนไขเข้มงวด คือต้องไม่ใช่กลุ่มทุนสีเทา นายทุน หรือนอมินีที่เข้ามาปั่นราคาที่ดินเด็ดขาด เนื่องจากที่ผ่านมาศาลพิจารณาคดีตามลายลักษณ์อักษรของเส้นเขตอุทยานปี 2524 โดยไม่ได้นำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ยึดแนวเขตปรับปรุงปี 2543 มาประกอบคำวินิจฉัย จึงทำให้ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนป่ากลายเป็นผู้มีความผิด นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการจัดตั้ง “ศาลสิ่งแวดล้อมและที่ดิน” เพื่อสร้างแนวทางการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง
นายรังสิมันต์ โรม เปิดเผยหลังจากรับฟังปัญหาของประชาชนที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านไทยสามัคคีว่า ตนเพิ่งเคยลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเป็นครั้งแรก และเห็นว่าปัญหานี้ถูกกระแสสังคมทำให้กลายเป็นวาระระดับชาติผ่านกระแส #เซฟทับลาน ซึ่งสังคมต้องมองอย่างรอบด้านไม่เหมารวม
“หลักการสำคัญคือเราต้องแยกป่าออกจากชุมชน ประชาชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ สมควรได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพิสูจน์สิทธิ์ซ้ำซ้อนกันอีกแล้ว” นายรังสิมันต์ ย้ำ
ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ยืนยันว่าจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ภายในเดือนนี้อย่างแน่นอน โดยจะเชิญหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจจากทุกภาคส่วนมาชี้แจงเพื่อหาข้อยุติ และขอยืนยันต่อหน้าประชาชนว่า ตนเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ในพื้นที่นี้แม้แต่นิ้วก้อยเดียว
นายสมบูรณ์ สิงกิ่ง ตัวแทนภาคประชาชนและคณะทำงานแก้ไขที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า ปัญหาที่ดินทับซ้อนนี้ครอบคลุมพื้นที่ถึง 97 หมู่บ้าน 15 ตำบล ใน 2 จังหวัด คือนครราชสีมาและปราจีนบุรี สืบเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับลานเมื่อปี 2524 ที่ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:500,000 ซึ่งขาดความละเอียด ทำให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและที่ตั้งชุมชนเดิมเกิดการทับซ้อนกัน
แม้ต่อมาในปี 2543 จะมีมติ ครม. ให้ปรับปรุงแนวเขต (เส้นแนวเขตปี 2543) และในปี 2566 ครม. ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเห็นชอบให้ยึดแนวเขตตามโครงการแผนที่ One Map แต่ในทางปฏิบัติกลับยังคงมีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านไปแล้วถึง 552 คดี
นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังแสดงความกังวลต่อขบวนการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของหน่วยงานรัฐบางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแสอนุรักษ์ป่าเพื่อด้อยค่าชาวบ้าน พร้อมยื่นข้อเสนอ 9 ข้อต่อ กมธ. เพื่อขอความเป็นธรรม โดยเฉพาะการขอให้ตรวจสอบมติคณะกรรมการอุทยานฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ยกเลิกแนวเขตปี 2543 แล้วเปลี่ยนมาแบ่งประเภทที่ดินเป็น 5 กลุ่มแทน ซึ่งสร้างความสับสนและอาจเอื้อประโยชน์ไม่ทั่วถึง
ช่วงท้ายของการลงพื้นที่ คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปตรวจสอบพื้นที่ “อิมภูฮิลล์ รีสอร์ท” ซึ่งเป็นสถานประกอบการชื่อดังที่ถูกอุทยานแห่งชาติทับลานสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทุบทำลายอาคาร ก่อนที่คณะกรรมาธิการฯ จะร่วมกันเดินสำรวจ “หลักเขต 43” ซึ่งเป็นจุดแนวเขตสะท้อนความจริงปี 2543 ที่ชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐบาลนำกลับมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพื่อแยกชุมชนออกจากผืนป่าอย่างยั่งยืนต่อไป.




















