รัฐบาลของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ในเวลานี้กำลัง “หัวหมุน” กับการรับมือวิกฤติพลังงาน อันเนื่องมาจาการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทุกวันนี้…ไม่มีใครการันตี หรือคาดเดาได้ว่า ความไม่สงบที่ว่า… จะยุติลงเมื่อใด หรือจะลากยาว! หรือเพิ่มความแรงของวิกฤติ ไปจนถึงเมื่อใด?
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง พูดไว้ชัดเจนว่า เราต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันแพงเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี
ด้วยเพราะ…แหล่งผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นั้นถูกทำลาย เสียหายไปเป็นจำนวนไม่น้อย และต้องใช้เวลาเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ต้องกอบกู้ฟื้นฟู
ในเมื่อแหล่งผลิต ที่เคยหาซื้อได้ลดน้อยถอยลงไป ขณะที่ความต้องการยังมีอยู่เท่าเดิม หรืออาจมีเพิ่มมากเดิมด้วยซ้ำไป ดังนั้นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างไทย ก็ต้องเดือดร้อนไม่น้อย
ต่อให้…ไทยปรับตัว หันไปนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง จากที่อื่น เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหา หรือจะปรับโครงสร้างเรื่องของการใช้พลังงานในประเทศในทุกรูปแบบก็ตาม
ปัญหาใหญ่? ไม่ได้อยู่เพียงแค่นั้น แต่อยู่ที่ “เงินงบประมาณ” ของประเทศ ที่มีอยู่อย่างจำกัด จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้มีเงินมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคนทั้งประเทศได้
ด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องหาช่องไกล่เกลี่ยเพื่อหาเงินงบประมาณมาเพิ่มเติมให้กับงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน ของงบประมาณปี 69 ที่เหลืออยู่ ประมาณ 25,000 ล้านบาท
วิธีการที่ง่ายที่สุด…ก็หันกลับไปดูว่า เงินงบประมาณที่บรรดาส่วนราชการยังไม่ได้ตั้งงบผูกพันเอาไว้ ยังมีเหลืออยู่เท่าใด หรืองบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือซ้ำซ้อน ตรงนี้มีอยู่ ประมาณ 80,000 – 1 แสนล้านบาท ก็ตัดออกมา โดยจะรู้ตัวเลขที่ชัดเจน ก็ประมาณสิ้นเดือนเม.ย.นี้

แต่! การนำเงินก้อนนี้ไปใช้เลย ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า จะต้องนำเงินมาใช้คืนเงินคงคลังก่อนเป็นอันดับแรก โดยล่าสุดค้างอยู่ที่ 71,037 ล้านบาท
หนทางต่อไปที่ทำได้! รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งงบชดเชยเงินคงคลัง ในปีงบประมาณ 70 แทน ดังนั้นจึงทำให้ขั้นตอนของการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เกิดขึ้นได้ช้า
เอาเป็นว่า เมื่อมีทางออกที่ต้องจัดทำงบประมาณปี 70 ให้แล้วเสร็จก่อน จึงสามารถออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ มาใช้ได้ ก็ถือว่าเริ่มเห็นหนทางแล้วว่าจะหาเงินจากไหนเพื่อมาต้านทานวิกฤติในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีช่องทางจากการเลือกใช้ทุนสำรองเบิกจ่ายฉุกเฉินฯ อีก จำนวน 50,000 ล้านบาท จากงบฯปี 69 ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้สำหรับกรณีที่เกิดวิกฤติขึ้นในประเทศ
ส่วนเรื่องของการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ นั้น “เอกนิติ” พูดไว้ชัดเจน เพื่อให้มีกระสุนเพียงพอที่รับมือวิกฤติได้ จำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ ออกมา ซึ่งจำกัดไว้ ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท
เป้าหมายของการออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ บับนี้ ก็เตรียมไว้ในช่วงรอยต่อของปีงบประมาณ 69-70 ก็คือในช่วงเดือนเม.ย.ไปจนถึงเดือนก.ย.นี้
แล้วจำเป็นหรือไม่? ที่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% ของจีดีพี ตามที่มีกระแสข่าวเกิดขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ “เอกนิติ” ชี้ให้เห็นเงื่อนไขชัดเจน ว่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 69 นี้ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องปรับเพดานหนี้
เหตุใหญ่ใจความ ก็มาจาก… ปัจจุบัน! สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ยังคงอยู่ในระดับ 66% ซึ่งยังไม่ถึงเพดาน ที่กำหนดไว้ที่ 70%
ดังนั้น! รัฐบาลจึงยังมีช่องว่างทางการคลังเหลืออยู่อีก ประมาณ 4% หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท ที่สามารถกู้เพิ่มเติมได้ จึงเป็นเหตุผลว่า ณ เวลานี้ ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 69 รัฐบาลไม่จำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
หากนับจำนวนเงินจากช่องทางหาเงินทั้ง 4 ช่องทางแล้ว รัฐบาลจะมีเงินงบประมาณเพื่อนำมารับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติในรอบนี้ เกือบ ๆ 7 แสนล้านบาท

ในเมื่อมีช่องทางหาเงินแล้ว ปัญหาต่อไปที่จะตามมา ก็คือ แล้วจะนำไปใช้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างสูงสุด ไม่มีลักไก่ ไม่มีพวกใคร? แต่ทำเพื่อประเทศ ทำเพื่อคนไทยที่เดือดร้อนกันทั้งประเทศ ไม่ได้เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนตามนิสัยที่เป็นอยู่
ตรงนี้แหล่ะ…ที่จะพิสูจน์ฝีมือ “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล โดยเฉพาะดรีมทีม ทั้ง “เอกนิติ” ทั้ง “ศุภจี” ว่าจะฝ่า “พายุการเมือง” ไปได้แค่ไหน?
เชื่อเถอะ! ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ฝ่ายตรงข้าม ที่จะรุมขย้ำ แต่ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ก็คงรุมขย้ำไม่แพ้กันไปด้วย สุดท้าย… ความดีที่สั่งสมมาจะหลงเหลือเพียงใด คงต้องรอดูกันต่อไป!!
……………………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















