“ฝ
ชัดเจน! หัวหน้าพรรคประชาชนแจงดราม่าการเมือง ชูหลักการเหนือตัวบุคคล พร้อมเปิดรับคนรุ่นใหม่ไม่เกี่ยงที่มา แต่ขอให้อยู่ในวินัยพรรค เผยความเห็น “วิโรจน์-ปิยบุตร” เป็นสิทธิ แต่ต้องมุ่งเป้าเปลี่ยนโครงสร้างประเทศเป็นหลัก!
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่โรงแรมเมเปิ้ล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแนวทางลดบทบาท “บ้านใหญ่” ภายในพรรคว่า การทำงานการเมืองที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเปิดกว้าง โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและเป้าหมายของประเทศเป็นหลัก
นายณัฐพงษ์ระบุว่า กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. จะเร่งดำเนินการให้ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถลงพื้นที่ทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยยอมรับว่าต้องพิจารณาทั้งที่มาที่ไปของบุคคล แต่ไม่ได้ปิดกั้นเพียงเพราะนามสกุล
“เราไม่ได้ดูแค่นามสกุลอย่างเดียว เพราะมี สส. และแกนนำบางคนที่มีนามสกุลเดียวกับแกนนำพรรคอื่น แต่มีอุดมการณ์ชัดเจน และพร้อมทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง” นายณัฐพงษ์กล่าว พร้อมระบุว่า หากบุคคลใดตัดสินใจเข้าร่วมพรรคด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสิน และยิ่งเคาะตัวผู้สมัครได้เร็ว ก็ยิ่งทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้มากขึ้น
เมื่อถูกถามถึงกรณีแนวคิดของนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ที่ระบุว่า “ปัจเจกโด่งดัง แต่ขบวนการอาจพังทลาย” นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ควรมองภาพรวมของปัญหาประเทศมากกว่า โดยชี้ว่าประเทศไทยยังมีโครงสร้างอำนาจที่ถูกควบคุมโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพและกระบวนการยุติธรรม
พร้อมระบุว่า ปัญหาภายในพรรคควรนำไปพูดคุยกันภายใน หากตกผลึกร่วมกันแล้ว ไม่ควรนำออกไปวิพากษ์วิจารณ์ภายนอกจนกระทบความเป็นเอกภาพของพรรค
“บางเรื่องถ้าคุยจบภายในแล้ว แต่ถูกนำไปพูดต่อภายนอก อาจทำให้ภาพรวมของการขับเคลื่อนขบวนการไม่เป็นเอกภาพ” นายณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ระบุว่า มองว่าไม่กระทบต่อเสถียรภาพของพรรค และเห็นว่าทุกคำวิจารณ์ควรถูกพิจารณาในเชิงเนื้อหา มากกว่าตัวบุคคล
“นายปิยบุตรไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว จึงมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์เต็มที่ ต่างจากสมาชิกพรรคที่ต้องอยู่ภายใต้วินัยพรรคเพื่อรักษาเอกภาพ” นายณัฐพงษ์กล่าว
นอกจากนี้ กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคประชาชน วิจารณ์เรื่อง สส. บางคนทำตัวเหมือนอินฟลูเอนเซอร์นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นการพูดในเชิงหลักการ ไม่ได้เจาะจงบุคคล พร้อมย้ำว่าอยากให้สังคมถกเถียงกันที่ “เนื้อหา” มากกว่าตัวบุคคล เพื่อให้การเมืองสามารถตรวจสอบและพัฒนาได้อย่างสร้างสรรค์**



















