‘ไหม’ชี้มาตรการพลังงาน‘ล่าช้า-ตกหล่น’ จี้รัฐ‘ลดภาษีสรรพสามิต’แทน‘แจกเงินสุ่ม’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


ศิริกัญญา ตันสกุล” แถลงผลประชุม ครม.เงา ชำแหละมาตรการเยียวยาพลังงานของรัฐบาล ชี้งบ 3,000 ล้านบาทยังไม่ทั่วถึง มีปัญหาล่าช้าและตกหล่นหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร ประมง และขนส่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้วิธีแจกแบบสุ่ม ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง เสนอทางเลือกปรับลดภาษีสรรพสามิตแทน


เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผลกระทบด้านพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และภาคขนส่ง


น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ครม.นัดพิเศษอนุมัติงบประมาณเพียง 3,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับความเดือดร้อนของประชาชน และยังพบปัญหาความล่าช้า การกระจายไม่ทั่วถึง และมีผู้ได้รับผลกระทบตกหล่นจำนวนมาก


สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่ง ซึ่งมีการอุดหนุนค่าน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 2 บาทต่อลิตรนั้น พบว่ามีปัญหาการลงทะเบียนที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อน ทำให้รถสาธารณะบางประเภทไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง


น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้มาตรการช่วยเหลือจะมีอยู่ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการตกหล่นได้จริง ทั้งในภาคขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง ขณะที่มาตรการใหม่ที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการในชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งเป็นโครงการคนละครึ่งรูปแบบ 60:40 และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 100 บาท เป็น 1,000 บาท


อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการคนละครึ่งดังกล่าวมีลักษณะ “แจกแบบสุ่ม” คือใครลงทะเบียนได้ก่อนหรือทันเท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิ ทำให้ผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลืออาจตกหล่น จึงไม่ใช่วิธีการที่มุ่งเป้าจริง


“ถ้าจะช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ควรแจกไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ไม่ใช่ระบบสุ่ม” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว


พร้อมเสนอว่า มาตรการที่เหมาะสมกว่าคือการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงประมาณ 1–2 บาท ซึ่งหลายประเทศใช้ในช่วงวิกฤติ เพื่อควบคุมราคาสินค้าและลดภาระค่าครองชีพ


น.ส.ศิริกัญญา ยังระบุด้วยว่า รูปแบบมาตรการเยียวยาปัจจุบันอาจต้องใช้วงเงินสูงถึง 136,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางของรัฐเหลือไม่ถึง 20,000 ล้านบาท และแม้จะรวมเงินสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท ก็ยังรองรับได้เพียงระยะสั้น


จึงประเมินว่า หากรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการลักษณะนี้ อาจต้องกู้เงินเพิ่มภายในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ โดยเฉพาะเมื่อแหล่งงบประมาณอื่นยังไม่พร้อม ทั้งการโอนงบประมาณหรือร่างงบประมาณปี 2570 ที่จะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม


นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจต้องติดตามความคืบหน้าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินของกระทรวงการคลังว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากมาตรการดังกล่าว.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img