การเมือง/ ทำเนียบ / 17 พ.ค.
“ศุภมาส”วางพวงมาลารำลึกเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ยัน รัฐบาลฟังความเห็นต่าง-ไม่ใช่ความรุนแรง-เน้นสร้างความปรองดอง จับมือสร้างปชต.ที่เข้มแข็ง ด้าน “ปริญญา” หนุนหยิบรธน.40 ต้นร่าง แก้ไขรายมาตรา สานฝันวีรชนลงถนน เรียกร้องปชต.
เมื่อเวลา 09.30 วันที่ 17 พ.ค. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ผู้แทนพรรคการเมือง ประชาชน เข้าร่วมงาน
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมในโอกาสรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมปี 2535 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญด้านหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สะท้อนถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเจตจำนงของประชาชน ที่ต้องการยึดมั่นในหลักยุติธรรมและขับเคลื่อนการปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชน แม้จะผ่านมามากกว่า 3ทศวรรษ แต่คุณค่าของเหตุการณ์มีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า การที่มีความเห็นต่างเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สำคัญคือการแสวงหาความทางออกร่วมกันโดยสันติ บนพื้นฐานของเหตุผลและการรับฟังด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน รัฐบาลมีเจตจำนงในการบริหารประเทศโดยยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการพูดคุยสร้างความปรองดอง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมจะเตือนใจพวกเราทุกคนให้ร่วมกันรักษาบรรยากาศแห่งสันติภาพ เคารพความเห็นต่างและร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรมและประชาธิปไตยที่เข้มแข็งสำหรับคนรุ่นต่อไป ทั้งนี้ขอแสดงความไว้อาลัยกับวีรชนทุกคนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น และส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังครอบครัวของผู้ที่สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนขอให้ดวงวิญญาณวีรชนทุกท่านไปสู่สัมปรายภพ และให้พลังของความเสียสละของวีรชนทุกคน เป็นแรงบันดาลใจให้กับสังคมไทยก้าวเดินไปในวิถีของประชาธิปไตยต่อไป

ขณะที่นายปริญญา กล่าวว่า วันนี้ครบรอบ 34 ของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่เฉพาะศพที่มีรายงานที่โรงพยาบาลคือ 44 ศพ และยังมีคนไม่ได้กลับบ้านกว่า 500 คน เป็นตัวเลขความสูญเสียมากที่สุด อาจจะมากกว่าเหตุการณ์ 14 ต.ค.แน่นอน เพราะตัวเลขอยู่ที่ 70 กว่าคน เหตุที่เรามาเจอกันทุกวันที่ 17 พ.ค.ไม่ใช่แค่การรำลึกถึงวีรชน แต่มาเพื่อเรียนรู้ว่าความเห็นต่างจะไม่นำไปสู่ความสูญเสีย ไม่นำไปสู่การปราบปรามของรัฐบาลต่อไป เราเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นองเลือด การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้นเราต้องการเห็นรัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ จนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เป็นที่หน้าเสียดาย เพราะแม้ฉบับนี้จะมีจุดบกพร่องประการใด แต่กลับไม่ได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องในการแก้ไข เพราะมีการรัฐประหารล้มล้างการปกครอง ถึง 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 และไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่เท่ากับว่า 34 ที่ผ่านไปศูนย์เปล่า การสูญเสียชีวิตคนผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย
นายปริญญา กล่าวว่า เชื่อว่าคนยังถวิลหารัฐบาลที่ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งในการประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 กว่า 65% เห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนฉบับปัจจุบัน ซึ่งมาจากการรัฐประหารในปี 2557 ตนอยากชวนทุกคนจินตนาการร่วมกันว่าหากไม่มีรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 ประเทศไทยก็จะยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ดังนั้นเมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 รายมาตราอยู่
“ดังนั้นในขั้นตอนการหารือในสภาจะมีผู้จัดทำฉบับใหม่มหารือกัน แต่ตัวร่างรัฐธรรมนูญที่จะเอากลับมาใช้เป็นต้นร่างนั้นขอให้ใช้ฉบับ 2540 หรือฉบับประชาชนมาแก้ไขเพิ่มเติม นี่คือเจตจำนงค์ร่วมสมัย ไม่ว่าหลังปี 35 จะเกิดเหตุการณ์กี่ครั้งประการใดก็ตามแต่ความฝันของคนที่ลงท้องถนนและฝันเห็นประชาธิปไตยเหมือนกันคืออยากเห็นการเมืองที่ไม่เหมือนกับปี 2535 ซึ่งเราเคยทำสำเร็จมาแล้วประชาธิปไตยเคยชนะมาแล้วในปี 35 และได้รัฐธรรมนูญ 40” นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ปีนี้เป็นการนับถอยหลังของการครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์พฤษภาคม 35 ดังนั้น ปีหน้าจะมีการเปิดอนุสรณ์อย่างเป็นทางการเพื่อร่วมลำรึกเหตุการณ์ 35 ปี



















